ٱلْحَمْدُ لِلَّهِ ٱلَّذِىٓ أَنزَلَ عَلَىٰ عَبْدِهِ ٱلْكِتَـٰبَ وَلَمْ يَجْعَل لَّهُۥ عِوَجَا ۜ ﴿١﴾
การสรรเสริญด้วยคุณลักษณะที่สมบูรณ์และสูงส่ง และด้วยความโปรดปรานทั้งที่เป็นที่ประจักษ์เป็นรูปธรรมและไม่เปิดเผย(การสรรเสริญนั้น)เฉ พาะอัลลอฮ์เท่านั้น พระองค์ผู้ซึ่งประทานอัลกุรอานแก่บ่าวและศาสนทูตของพระองค์คือท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม และพระองค์มิได้ ทรงทำให้อัลกุรอานมีการบิดเบือนจากสัจธรรมแต่อย่างใด
قَيِّمًۭا لِّيُنذِرَ بَأْسًۭا شَدِيدًۭا مِّن لَّدُنْهُ وَيُبَشِّرَ ٱلْمُؤْمِنِينَ ٱلَّذِينَ يَعْمَلُونَ ٱلصَّـٰلِحَـٰتِ أَنَّ لَهُمْ أَجْرًا حَسَنًۭا ﴿٢﴾
พระองค์ยังทำให้มันเป็นคำภีร์ที่เที่ยงธรรมโดยไม่มีข้อขัดแย้งและไม่มีการสวนทางกัน (เป็นคำภีร์ที่ประทางมา)เพื่อเตือนให้เหล่าผู้ปฏิเสธได้เกรงกลัว บทลงโทษอันเจ็บแสบจากอัลลอฮ์ที่กำลังรอพวกเขาอยู่ และเพื่อแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่กระทำความดีทั้งหลายว่า สำหรับพวกเขานั้นคือรางวัล อันดีงามที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่าได้ (นั่นก็คือสรวงสวรรค์) م كثين فيه أبدا
مَّـٰكِثِينَ فِيهِ أَبَدًۭا ﴿٣﴾
ซึ่งพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดไป โดยไม่มีวันหมดไปอย่างแน่นอน
وَيُنذِرَ ٱلَّذِينَ قَالُوا۟ ٱتَّخَذَ ٱللَّهُ وَلَدًۭا ﴿٤﴾
และเพื่อที่จะได้ตักเตือนชาวยิวและชาวคริสต์ และพวกมุชริกีน(ผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์)บางคน ที่กล่าวว่า "อัลลอฮฺทรงมีบุตร"
مَّا لَهُم بِهِۦ مِنْ عِلْمٍۢ وَلَا لِـَٔابَآئِهِمْ ۚ كَبُرَتْ كَلِمَةًۭ تَخْرُجُ مِنْ أَفْوَٰهِهِمْ ۚ إِن يَقُولُونَ إِلَّا كَذِبًۭا ﴿٥﴾
พวกที่กล่าวพาดพิงอัลลอฮ์ว่า พระองค์นั้นทรงมีบุตร พวกเขาไม่มีความรู้หรือหลักฐานใดๆในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับบรรดาบรรพบุรุษของพวกเขาที่ พวกเขาเลียนแบบมา มันช่างเป็นถ้อยคำที่น่าเกลียดที่สุดที่ออกจากปากของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่ได้ตระหนักคิดในสิ่งที่กล่าวออกมา นอกไปจาก ความเท็จ ไร้ซึ่งหลักฐานหรือที่แหล่งอ้างอิง
فَلَعَلَّكَ بَـٰخِعٌۭ نَّفْسَكَ عَلَىٰٓ ءَاثَـٰرِهِمْ إِن لَّمْ يُؤْمِنُوا۟ بِهَـٰذَا ٱلْحَدِيثِ أَسَفًا ﴿٦﴾
บางทีเจ้า-โอ้เราะสูลเอ๋ย- อาจจะทำลายชีวิตของเจ้าเองเพราะเสียใจที่พวกเขาไม่ได้ศรัทธาต่อคัมภีร์อัลกุรอานนี้ เจ้าอย่าได้กระทำเช่นนั้น เพราะมันไม่ไช่ หน้าที่ของเจ้าที่จะให้ทางนำแก่พวกเขา แต่หน้าที่ของเจ้าคือการเผยแพร่และบอกกล่าวแก่พวกเขาเท่านั้นเอง
إِنَّا جَعَلْنَا مَا عَلَى ٱلْأَرْضِ زِينَةًۭ لَّهَا لِنَبْلُوَهُمْ أَيُّهُمْ أَحْسَنُ عَمَلًۭا ﴿٧﴾
แท้จริงอัลลอฮ์ได้สรรค์สร้างสิ่งที่อยู่บนหน้าแผ่นดินนี้เพื่อให้เกิดความสวยงามแก่มัน เพื่อเป็นการทดสอบผู้คนว่า ผู้ใดในหมู่พวกเขาจะประกอบคุณ งามความดีได้ดีกว่ากันเป็นที่พึงพอใจของอัลลอฮ์ และผู้ใดในหมู่พวกเขาจะกระทำการที่ชั่วกว่า เพื่อที่พระองค์จะได้ตอบแทนแต่ละคนในสิ่งที่ควรที่จะ ได้รับอย่างเหมาะสมที่สุด وإنا لجعلون ما عليها صعيدا جرزا
وَإِنَّا لَجَـٰعِلُونَ مَا عَلَيْهَا صَعِيدًۭا جُرُزًا ﴿٨﴾
และแท้จริงเราจะพลิกโฉมบนหน้าแผ่นดินให้มันว่างเปล่าไม่เหลือสิ่งใดๆแม้แต่ต้นไม้ เพราะทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตอยู่บนโลกนั้นได้ตายไปหมดแล้ว ดัง นั้นพวกเขาควรจะได้รับบทเรียนจากเรื่องนี้ بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร
أَمْ حَسِبْتَ أَنَّ أَصْحَـٰبَ ٱلْكَهْفِ وَٱلرَّقِيمِ كَانُوا۟ مِنْ ءَايَـٰتِنَا عَجَبًا ﴿٩﴾
เจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- อย่าคิดว่า เรื่องราวของชาวถ้ำและแผ่นจารึกที่บันทึกรายชื่อของพวกเขาไว้เป็นสัญญาณมหัศจรรย์แล้ว แต่ยังมีสิ่งอื่นที่มหัศจรรย์ ยิ่งกว่า เช่นการสรรค์สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินของอัลลอฮ์
إِذْ أَوَى ٱلْفِتْيَةُ إِلَى ٱلْكَهْفِ فَقَالُوا۟ رَبَّنَآ ءَاتِنَا مِن لَّدُنكَ رَحْمَةًۭ وَهَيِّئْ لَنَا مِنْ أَمْرِنَا رَشَدًۭا ﴿١٠﴾
จงรำลึกเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เมื่อครั้นที่ชายหนุ่มผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์กลุ่มหนึ่งได้หนีเพื่อปกป้องศาสนาของพวกเขาเข้าไปหลบภัยอยู่ในถ้ำ พวกเขาได้ วิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดทรงประทานความเมตตาจากพระองค์แก่พวกเราเถิด ด้วยการอภัยโทษบาป ของเรา และจงช่วยเหลือพวกเราให้รอดพ้นจากน้ำมือศัตรูของพวกเรา และทำให้การอพยพของพวกเราจากถิ่นของผู้ปฏิเสธศรัทธาไปสู่เส้นทางแห่ง สัจธรรมที่ถูกต้อง "
فَضَرَبْنَا عَلَىٰٓ ءَاذَانِهِمْ فِى ٱلْكَهْفِ سِنِينَ عَدَدًۭا ﴿١١﴾
หลังจากที่พวกเขาได้เดินเข้าไปหลบภัยอยู่ในถ้ำ พระองค์จึงปิดหูของพวกเขาให้สนิทจากการได้ยินเสียงใดๆ และทำให้พวกเขาหลับอยู่ในถ้ำเป็นเวลา หลายปี
ثُمَّ بَعَثْنَـٰهُمْ لِنَعْلَمَ أَىُّ ٱلْحِزْبَيْنِ أَحْصَىٰ لِمَا لَبِثُوٓا۟ أَمَدًۭا ﴿١٢﴾
หลังจากที่พวกเขาได้หลับไปเป็นเวลานานนั้น พระองค์จึงทำให้พวกเขาตื่นขึ้นมา เพื่อที่จะได้ทดสอบทั้งสองกลุ่มที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ในเรื่องของ ระยะเวลาทั้งหมด ที่พวกเขาได้หลับอยู่ในถ้ำ ว่ากลุ่มใดบ้างที่สามารถนับเวลานั้นได้อย่างถูกต้อง
نَّحْنُ نَقُصُّ عَلَيْكَ نَبَأَهُم بِٱلْحَقِّ ۚ إِنَّهُمْ فِتْيَةٌ ءَامَنُوا۟ بِرَبِّهِمْ وَزِدْنَـٰهُمْ هُدًۭى ﴿١٣﴾
เราจะให้เจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ได้รู้เกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขาอย่างแท้จริงโดยปราศจากสิ่งที่คลุมเครือใดๆทั้งสิ้น แท้จริงพวกเขาเป็นชายหนุ่มกลุ่ม หนึ่งที่ศรัทธาต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาพร้อมกับได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์ พระองค์จึงทรงเพิ่มพูนทางนำให้กับพวกเขา และทรงให้ พวกเขายืนหยัดบนสัจธรรม
وَرَبَطْنَا عَلَىٰ قُلُوبِهِمْ إِذْ قَامُوا۟ فَقَالُوا۟ رَبُّنَا رَبُّ ٱلسَّمَـٰوَٰتِ وَٱلْأَرْضِ لَن نَّدْعُوَا۟ مِن دُونِهِۦٓ إِلَـٰهًۭا ۖ لَّقَدْ قُلْنَآ إِذًۭا شَطَطًا ﴿١٤﴾
شططا และพระองค์ทรงทำให้หัวใจของพวกเขาเข้มแข็งขึ้นด้วยการศรัทธาและยืนหยัดที่มั่นคงบนหลักการศรัทธานั้น และด้วยการอดทนในการละทิ้งบ้าน เกิด เมื่อพวกเขาลุกขึ้นประกาศต่อหน้ากษัตย์ผู้ปฏิเสธศรัทธาว่า "พวกเราได้ศรัทธามั่นต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว พระผู้อภิบาลของเราคือผู้อภิบาล แห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พวกเราจะไม่เคารพบูชาพระเจ้าจอมปลอมอื่นใดนอกจากพระองค์เป็นอันขาด มิฉะนั้นคำกล่าวของพวกเราไม่เป็น ความจริง ผิดเพี้ยนจากสัจธรรม และไร้สาระหากพวกเรากลับไปกระทำเช่นนั้น (กราบไหว้สิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์) "
هَـٰٓؤُلَآءِ قَوْمُنَا ٱتَّخَذُوا۟ مِن دُونِهِۦٓ ءَالِهَةًۭ ۖ لَّوْلَا يَأْتُونَ عَلَيْهِم بِسُلْطَـٰنٍۭ بَيِّنٍۢ ۖ فَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنِ ٱفْتَرَىٰ عَلَى ٱللَّهِ كَذِبًۭا ﴿١٥﴾
แล้วพวกเขาบางคนได้หันหน้าเข้าหาอีกบางคนโดยกล่าวว่า "พวกเขาเหล่านั้นคือกลุ่มชนของเราซึ่งพวกเขาได้นับถือพระเจ้าอื่น ๆ มาแทนที่อัลลอฮ์ เพื่อเคารพบูชา โดยที่พวกเขาไม่มีหลักฐานอันชัดแจ้งเพื่อยืนยันเกี่ยวกับการกระทำของพวกเขาเลย ดังนั้นจะไม่มีผู้ใดอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่กล่าวเท็จ ต่ออัลลอฮ์ โดยอ้างการมีภาคีสำหรับพระองค์" بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร
وَإِذِ ٱعْتَزَلْتُمُوهُمْ وَمَا يَعْبُدُونَ إِلَّا ٱللَّهَ فَأْوُۥٓا۟ إِلَى ٱلْكَهْفِ يَنشُرْ لَكُمْ رَبُّكُم مِّن رَّحْمَتِهِۦ وَيُهَيِّئْ لَكُم مِّنْ أَمْرِكُم مِّرْفَقًۭا ﴿١٦﴾
مرفقا และเมื่อพวกเจ้าปลีกตัวออกห่างจากพวกเขาและละทิ้งการเคารพสักการะสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์แล้ว และพวกเจ้าไม่เคารพสักการะต่อ สิ่งใดๆนอกจากอัลลอฮ์องค์เดียว ดังนั้นพวกเจ้าจงเข้าไปในถ้ำหลบภัยเพื่อปกป้องศาสนาของพวกเจ้า พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าจะทรงแผ่ความ เมตตาของพระองค์แก่พวกเจ้า เพื่อปกป้องคุ้มครองพวกเจ้าจากศัตรู และจะทรงจัดระเบียบการงานของพวกเจ้าให้มันดำเนินไปอย่างง่ายดายและ เกิดประประโยชน์แก่พวกเจ้า ซึ่งเป็นการทดแทนในสิ่งที่พวกเจ้าได้สูญเสียมันไปคือ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกลุ่มชนของตนในบ้านเกิด
۞ وَتَرَى ٱلشَّمْسَ إِذَا طَلَعَت تَّزَٰوَرُ عَن كَهْفِهِمْ ذَاتَ ٱلْيَمِينِ وَإِذَا غَرَبَت تَّقْرِضُهُمْ ذَاتَ ٱلشِّمَالِ وَهُمْ فِى فَجْوَةٍۢ مِّنْهُ ۚ ذَٰلِكَ مِنْ ءَايَـٰتِ ٱللَّهِ ۗ مَن يَهْدِ ٱللَّهُ فَهُوَ ٱلْمُهْتَدِ ۖ وَمَن يُضْلِلْ فَلَن تَجِدَ لَهُۥ وَلِيًّۭا مُّرْشِدًۭا ﴿١٧﴾
ه ر ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และพระองค์ทรงทำให้พวกเขาหลับไป และปกป้องพวกเขาจากศัตรูของพวกเขา และถ้าหากเจ้ามองพวก เขาภายในถ้ำ เจ้าจะเห็นว่าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นมันจะคล้อยจากถ้ำของพวกเขาไปทางขวาของปากถ้ำ และเมื่อมันตกมันจะเคลื่อนไปทางด้านซ้ายของ ปากถ้ำ จึงไม่โดนแสงอาทิตย์ทำให้มีร่มเงาปิดบังอยู่ตลอดเวลาและความร้อนจากดวงอาทิตย์จะไม่รบกวนพวกเขาเลย ในขณะที่พวกเขานอนอยู่ที่ลาน กว้างภายในถ้ำ พวกเขาก็ได้รับอากาศที่เพียงพอกับความต้องการของพวกเขา ดังนั้น การที่พระองค์ทำให้พวกเขาลี้ภัยภายในถ้ำ หลับเป็นเวลานาน แสงอาทิตย์คล้อยห่างจากปากถ้ำ มีลานกว้างขวางภายในถ้ำ จนพวกเขารอดพ้นจากการถูกทำร้ายของศัตรูนั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งของการสรรค์ สร้างของอัลลอฮ์ที่บ่งบอกถึงเดชานุภาพของพระองค์ เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่อัลลอฮ์ทรงนำทางแก่เขา เขาก็อยู่ในหนทางที่ถูกต้อง และใครก็ตามที่ อัลลอฮ์ทรงปล่อยให้หลง เขาก็จะไม่พบผู้คุ้มครองคอยชี้ทางหรือแนะนำให้กับเขา เพราะการได้รับทางนำนั้นมันอยู่ในมือของอัลลอฮ์ไม่ใช่ในมือของเขา
وَتَحْسَبُهُمْ أَيْقَاظًۭا وَهُمْ رُقُودٌۭ ۚ وَنُقَلِّبُهُمْ ذَاتَ ٱلْيَمِينِ وَذَاتَ ٱلشِّمَالِ ۖ وَكَلْبُهُم بَـٰسِطٌۭ ذِرَاعَيْهِ بِٱلْوَصِيدِ ۚ لَوِ ٱطَّلَعْتَ عَلَيْهِمْ لَوَلَّيْتَ مِنْهُمْ فِرَارًۭا وَلَمُلِئْتَ مِنْهُمْ رُعْبًۭا ﴿١٨﴾
عليهم لوليت منهم فرارا ولملئت منهم رعبا และถ้าหากเจ้าได้เห็นพวกเขา เจ้าก็จะเห็นเหมือนกับว่าพวกเขาตื่นเพราะตาเปิดอยู่ ทั้ง ๆที่ความจริงแล้วพวกกำลังเขาหลับอยู่ และพระองค์ทรงพลิก พวกเขามาทางด้านขวาบ้าง และทางด้านซ้ายบ้างสลับกัน เพื่อไม่ให้แผ่นดินกัดกินเรือนร่างของพวกเขา และสุนัขของพวกเขาก็ยังนั่งยืดสองขาหน้า เฝ้าอยู่ที่ปากถ้ำ หากเจ้าฉะโงกจ้องมองพวกเขา แน่นอนเจ้าจะหันหลังเตลิดหนีตกใจกลัวพวกเขาอย่างแรง
وَكَذَٰلِكَ بَعَثْنَـٰهُمْ لِيَتَسَآءَلُوا۟ بَيْنَهُمْ ۚ قَالَ قَآئِلٌۭ مِّنْهُمْ كَمْ لَبِثْتُمْ ۖ قَالُوا۟ لَبِثْنَا يَوْمًا أَوْ بَعْضَ يَوْمٍۢ ۚ قَالُوا۟ رَبُّكُمْ أَعْلَمُ بِمَا لَبِثْتُمْ فَٱبْعَثُوٓا۟ أَحَدَكُم بِوَرِقِكُمْ هَـٰذِهِۦٓ إِلَى ٱلْمَدِينَةِ فَلْيَنظُرْ أَيُّهَآ أَزْكَىٰ طَعَامًۭا فَلْيَأْتِكُم بِرِزْقٍۢ مِّنْهُ وَلْيَتَلَطَّفْ وَلَا يُشْعِرَنَّ بِكُمْ أَحَدًا ﴿١٩﴾
يشعرن بكم أحدا และจากความมหัศจรรย์ของพระองค์ที่ได้กระทำไว้กับพวกเขาข้างต้นคือ พระองค์ได้ทรงให้พวกเขาตื่นขึ้นจากการหลับที่ยาวนานมาก เพื่อที่พวกเขา จะสอบถามกันเองว่า พวกเขาได้นอนหลับอยู่ที่นี่นานเท่าใดแล้ว?บางคนตอบว่า พวกเราอาจนอนอยู่ในนี้มาหนึ่งวันหรือบางส่วนของวัน และบางคนไม่ ทราบระยะเวลาที่แน่ชัดของการนอนหลับอยู่ที่นี่จึงตอบไปว่า พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าทรงรู้ดียิ่งถึงระยะเวลาที่พวกเจ้าได้หลับไปว่ามันนานเท่าใด? ดังนั้นพวกเขาก็ได้มอบหมายเรื่องนี้แด่พระองค์ และกลับไปมองเรื่องปากท้องของตัวเองคือ พวกเขาได้ส่งตัวแทนจากพวกเขาคนหนึ่งพร้อมกับ เหรียญเงินที่มีอยู่กับพวกเขาไปยังเมืองที่พวกเขารู้จัก แล้วให้เลือกซื้ออาหารที่ดีมีประโยชน์ที่สุดและประหยัดที่สุดจากผู้คนในเมือง พร้อมกับให้ ระมัดระวังอย่างยิ่งเรื่องการเดินเข้าออกในเมืองและการคลุกคลีพูดคุยกับผู้คนอย่างชาญฉลาด เพื่อที่จะไม่ให้ผู้ใดทราบถึงสถานที่พักพิงของพวก เรา เพราะอาจจะเกิดอันตรายกับพวกเราได้
إِنَّهُمْ إِن يَظْهَرُوا۟ عَلَيْكُمْ يَرْجُمُوكُمْ أَوْ يُعِيدُوكُمْ فِى مِلَّتِهِمْ وَلَن تُفْلِحُوٓا۟ إِذًا أَبَدًۭا ﴿٢٠﴾
แท้จริงหากกลุ่มชนของพวกเจ้าเห็นพวกเจ้า และทราบถึงสถานที่พักพิงของพวกเจ้าแล้ว พวกเขาอาจจะฆ่าพวกเจ้าด้วยกับการขว้างก้อนหินจนตาย หรือไม่ก็จะนำพวกเจ้ากลับไปนับถือศาสนาของพวกเขาอันจอมปลอม ก่อนหน้าที่พวกเจ้าจะได้รับทางนำแห่งศาสนาของพระองค์ที่เที่ยงธรรม และหา بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร กพวกเจ้ากลับไปนับถือมันจริงๆ พวกเจ้าจะไม่ได้รับความสำเร็จไปตลอดกาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แต่พวกเจ้าจะขาดทุนอย่างมหันต์ เพราะพวก เจ้าได้ละทิ้งศาสนาแห่งสัจธรรมที่พระองค์ได้นำทางแก่พวกเจ้า แล้วกลับไปสู่ศาสนาที่ผิดเพี้ยนق
وَكَذَٰلِكَ أَعْثَرْنَا عَلَيْهِمْ لِيَعْلَمُوٓا۟ أَنَّ وَعْدَ ٱللَّهِ حَقٌّۭ وَأَنَّ ٱلسَّاعَةَ لَا رَيْبَ فِيهَآ إِذْ يَتَنَـٰزَعُونَ بَيْنَهُمْ أَمْرَهُمْ ۖ فَقَالُوا۟ ٱبْنُوا۟ عَلَيْهِم بُنْيَـٰنًۭا ۖ رَّبُّهُمْ أَعْلَمُ بِهِمْ ۚ قَالَ ٱلَّذِينَ غَلَبُوا۟ عَلَىٰٓ أَمْرِهِمْ لَنَتَّخِذَنَّ عَلَيْهِم مَّسْجِدًۭا ﴿٢١﴾
และจากการกระทำของเราที่มหัศจรรย์ที่ได้กระทำไว้กับพวกเขาซึ่งบ่งบอกถึงความสามารถของเรา โดยการทำให้พวกเขาหลับเป็นเวลานานหลายปี แล้วปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นมา เราจึงให้ผู้คนในเมืองของพวกเขาทราบถึงเรื่องราวของพวกเขา(ชาวถ้ำ) เพื่อที่จะให้พวกเขาทราบว่า แท้จริงคำมั่น สัญญาของอัลลอฮ์ที่จะช่วยเหลือผู้ศรัทธาและการฟื้นคืนชีพนั้นก็เป็นจริง และวันปรโลกนั้นก็มีจริงเช่นกันโดยไม่ต้องสงสัยใดๆ เมื่อเรื่องราวของชาว ถ้ำได้เปิดเผยออกมา แล้วพวกเขาได้ตายไปนั้น ผู้คนในเมืองที่มาเห็นขัดแย้งกัน พวกเขาจะทำอย่างไรดีกับพวกชาวถ้ำที่ตายไปเหล่านี้? กลุ่มหนึ่ง กล่าวว่า "จงสร้างกำแพงที่หนาเพื่อปิดปากถ้ำให้แน่น เพื่อคุ้มครองตัวพวกเขา เพราะอัลลอฮ์เท่านั้นที่รู้ดียิ่งเกี่ยวกับพวกเขา ซึ่งสภาพของพวกเขา คงมีความเป็นพิเศษ ณ ที่พระองค์ก็เป็นได้" แต่กลุ่มบรรดาผู้มีอำนาจบารมีแต่ไม่มีความรู้ที่แท้จริงและเชิญชวนที่ถูกต้อง กล่าวว่า "พวกเราจะสร้าง ณ ที่สถานที่แห่งนี้ ซึ่งอาคารมัสยิดเพื่อเคารพบูชาเป็นการให้เกียรติแก่พวกเขา และเพื่อรำลึกถึงสถานที่ที่พวกเขาเคยอาศัย"
سَيَقُولُونَ ثَلَـٰثَةٌۭ رَّابِعُهُمْ كَلْبُهُمْ وَيَقُولُونَ خَمْسَةٌۭ سَادِسُهُمْ كَلْبُهُمْ رَجْمًۢا بِٱلْغَيْبِ ۖ وَيَقُولُونَ سَبْعَةٌۭ وَثَامِنُهُمْ كَلْبُهُمْ ۚ قُل رَّبِّىٓ أَعْلَمُ بِعِدَّتِهِم مَّا يَعْلَمُهُمْ إِلَّا قَلِيلٌۭ ۗ فَلَا تُمَارِ فِيهِمْ إِلَّا مِرَآءًۭ ظَـٰهِرًۭا وَلَا تَسْتَفْتِ فِيهِم مِّنْهُمْ أَحَدًۭا ﴿٢٢﴾
ชาวเมืองมีความคิดเห็นเกี่ยวกับจำนวนของชาวถ้ำที่แตกต่างกันออกไปดังนี้ บางกลุ่มจะกล่าวว่า "พวกเขามีสามคนและที่สี่ก็คือสุนัขของพวกเขา" และบางกลุ่มจะกล่าวว่า "พวกเขามีห้าคนและที่หกก็คือสุนัขของพวกเขา" มันเป็นเพียงการคาดเดาส่งเดชของทั้งสองกลุ่มนี้โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน และยังมีบางกลุ่มกล่าวว่า "พวกเขามีเจ็ดคนและที่แปดก็คือสุนัขของพวกเขา" ดังนั้นจงกล่าวเถิด โอ้ท่านเราะสูลเอ๋ย "พระผู้อภิบาลของฉันทรงรู้ดี ที่สุด ว่าพวกเขามีจำนวนเท่าใด ไม่มีผู้ใดทราบถึงจำนวนของพวกเขาที่ถูกต้องเว้นแต่น้อยคนนักที่พระองค์ทรงให้พวกเขาทราบ เพราะฉะนั้น เจ้า(ท่านนบี) อย่าได้โต้แย้งในเรื่องจำนวนของชาวถ้ำหรือเรื่องอื่นๆ กับชาวคัมภีร์ (ชาวยิวและคริสต์) และกลุ่มอื่นๆ ยกเว้นการโต้เถียงในประเด็นที่ ชัดเจนโดยไม่เจาะลึกในเรื่องดังกล่าว เช่นการยุติประเด็นต่างๆ ให้คงอยู่ในขอบเขตของวะห์ยู (บทบัญญัติหรือเรื่องราวต่าง ๆ) ที่ถูกประทานลงมาแก่ เจ้าโดยไม่ขยายความหรือถามไถ่รายละเอียดทั้งหมด เพราะพวกเขาเอง(ชาวคัมภีร์) ก็ไม่รู้เช่นกัน ولا تقولن لشاىءإنى فاعل ذلك غدا
وَلَا تَقُولَنَّ لِشَا۟ىْءٍ إِنِّى فَاعِلٌۭ ذَٰلِكَ غَدًا ﴿٢٣﴾
โอ้ท่านนบี อย่าได้กล่าวเมื่อต้องการที่จะกระทำสิ่งใดในวันพรุ่งนี้ ว่า"ฉันจะทำมันในวันพรุ่งนี้" เพราะว่าเจ้าเองก็ไม่อาจรู้จริงได้ว่า เจ้าจะได้ทำมันหรือ เปล่า หรืออาจจะมีสิ่งกีดกั้นระหว่างเจ้ากับการงานในวันนั้น (บางทีเจ้าอาจจะตายเสียก่อนก็เป็นไปได้) ซึ่งถือว่าเป็นการตักเตือนมุสลิมทุกคน(ให้ ตระหนักในคำพูดทุกครั้ง)
إِلَّآ أَن يَشَآءَ ٱللَّهُ ۚ وَٱذْكُر رَّبَّكَ إِذَا نَسِيتَ وَقُلْ عَسَىٰٓ أَن يَهْدِيَنِ رَبِّى لِأَقْرَبَ مِنْ هَـٰذَا رَشَدًۭا ﴿٢٤﴾
เว้นแต่เจ้าจะเชื่อมการกระทำดังกล่าวนั้นกับความประสงค์ของอัลลอฮ์ โดยการกล่าวว่า "ฉันจะทำสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้ อินชาอัลลอฮฺ (หากพระองค์ทรง ประสงค์ หรือ ด้วยความประสงค์ของพระองค์)" และจงรำลึกถึงพระผู้อภิบาลของเจ้า ด้วยกับการกล่าวว่า (อินชาอัลลอฮ์) ทุกครั้งเมื่อลืมตัว พร้อมกับ กล่าวว่า "ฉันหวังว่าพระผู้อภิบาลของฉัน จะทรงชี้นำแก่ฉันในเรื่องนี้ ด้วยสิ่งที่ใกล้กับหนทางที่เที่ยงตรงที่สุด และเป็นที่ตอบรับที่สุดสำหรับพระองค์"
وَلَبِثُوا۟ فِى كَهْفِهِمْ ثَلَـٰثَ مِا۟ئَةٍۢ سِنِينَ وَٱزْدَادُوا۟ تِسْعًۭا ﴿٢٥﴾
และบรรดาชาวถ้ำได้ใช้ระยะเวลาพำนักอยู่ในถ้ำทั้งหมด สามร้อยเก้าปี بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร
قُلِ ٱللَّهُ أَعْلَمُ بِمَا لَبِثُوا۟ ۖ لَهُۥ غَيْبُ ٱلسَّمَـٰوَٰتِ وَٱلْأَرْضِ ۖ أَبْصِرْ بِهِۦ وَأَسْمِعْ ۚ مَا لَهُم مِّن دُونِهِۦ مِن وَلِىٍّۢ وَلَا يُشْرِكُ فِى حُكْمِهِۦٓ أَحَدًۭا ﴿٢٦﴾
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- "อัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องที่พวกเขาพำนักอยู่ในถ้ำ และพระองค์ทรงได้บอกถึงระยะเวลาที่พวกเขาได้พำนักอยู่ในนั้น ดัง นั้นไม่ต้องยึดคำพูดใครเหนือกว่าคำพูดของพระองค์ สำหรับพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และทรงรู้ดีทุกสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ใน นั้น พระองค์นั้นทรงเห็นและทรงได้ยินทุกสรรพสิ่ง ไม่มีผู้คุ้มครองอื่นใดสำหรับพวกเขานอกไปจากพระองค์ และพระองค์มิได้ทรงให้ผู้ใดเข้ามามีส่วน กับพระองค์ในอำนาจของพระองค์ เพราะมันเป็นเอกสิทธิ์ของพระองค์เพียงองค์เดียว"
وَٱتْلُ مَآ أُوحِىَ إِلَيْكَ مِن كِتَابِ رَبِّكَ ۖ لَا مُبَدِّلَ لِكَلِمَـٰتِهِۦ وَلَن تَجِدَ مِن دُونِهِۦ مُلْتَحَدًۭا ﴿٢٧﴾
และจงอ่านและจงปฏิบัติตามเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ในสิ่งที่ได้ถูกวะห์ยูแก่เจ้าในคัมภีร์อัลกุรอาน ไม่มีผู้ใดมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงถ้อยคำของพระองค์ ได้ เพราะมันเป็นความจริงทุกประการและเป็นความยุติธรรมทุกประการ และเจ้าจะไม่พบผู้ใดที่จะเป็นที่พึ่งพิงคุ้มครองเจ้าหรือคอยให้ความช่วยเหลือ เจ้านอกจากพระองค์เท่านั้น
وَٱصْبِرْ نَفْسَكَ مَعَ ٱلَّذِينَ يَدْعُونَ رَبَّهُم بِٱلْغَدَوٰةِ وَٱلْعَشِىِّ يُرِيدُونَ وَجْهَهُۥ ۖ وَلَا تَعْدُ عَيْنَاكَ عَنْهُمْ تُرِيدُ زِينَةَ ٱلْحَيَوٰةِ ٱلدُّنْيَا ۖ وَلَا تُطِعْ مَنْ أَغْفَلْنَا قَلْبَهُۥ عَن ذِكْرِنَا وَٱتَّبَعَ هَوَىٰهُ وَكَانَ أَمْرُهُۥ فُرُطًۭا ﴿٢٨﴾
ى และจงยืนหยัดในการเป็นเพื่อนกับบรรดาผู้ที่หมั่นวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาในยามเช้าและยามเย็น ซึ่งการวิงวอนของพวกเขาจะเป็นศาสน กิจหรือการขอพรทั่วไป ด้วยหัวใจบริสุทธิ์ต่อพระองค์ และจงอย่าหันสายตาของเจ้าออกไปจากพวกเขา เพื่อหวังใกล้ชิดกับผู้มั่งมีและผู้มีบารมีทั้งหลาย และอย่าได้เชื่อฟังหรือทำตามผู้ที่เราได้ประทับตราบนหัวใจของเขากลายเป็นผู้ที่เมินเฉยต่อการระลึกถึงเรา ซึ่งเขาจะใช้ให้เจ้าไม่ให้มีคนจน ณ ที่ชุมนุม ของเจ้า และเขาจะเลือกปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาให้เหนือกว่าการเชื่อฟังคำสั่งของพระผู้อภิบาลของเขาเสมอ จนทำให้การงานของเขาทั้งหมด พังพินาศไปในที่สุด
وَقُلِ ٱلْحَقُّ مِن رَّبِّكُمْ ۖ فَمَن شَآءَ فَلْيُؤْمِن وَمَن شَآءَ فَلْيَكْفُرْ ۚ إِنَّآ أَعْتَدْنَا لِلظَّـٰلِمِينَ نَارًا أَحَاطَ بِهِمْ سُرَادِقُهَا ۚ وَإِن يَسْتَغِيثُوا۟ يُغَاثُوا۟ بِمَآءٍۢ كَٱلْمُهْلِ يَشْوِى ٱلْوُجُوهَ ۚ بِئْسَ ٱلشَّرَابُ وَسَآءَتْ مُرْتَفَقًا ﴿٢٩﴾
และจงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- แก่ผู้ที่เมินเฉยจากการระลึกถึงอัลลอฮ์เนื่องจากหัวใจที่หลงลืมของพวกเขา ว่า "สิ่งที่ฉันได้นำมายังพวกเจ้านั้น เป็น สัจธรรมที่แท้จริง ที่มาจากอัลลอฮฺไม่ใช่มาจากฉัน และฉันจะไม่ตอบรับคำร้องขอของพวกเจ้าที่จะขับไล่ผู้ศรัทธราที่ยากไร้ให้ออกไปจากฉัน ดังนั้น ใคร ก็ตามที่ประสงค์จะศรัทธาต่อสัจธรรมนี้ ก็ศรัทธาได้และเขาจะมีความสุขยิ่งกับสิ่งที่พระองค์จะตอบแทนของเขา และใครก็ตามที่ประสงค์จะปฏิเสธ ก็ ปฏิเสธได้ และเขาจะเศร้าใจที่สุดกับการลงโทษที่รอเขาอยู่ แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ที่เลือกจะปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์ซึ่งขุมไฟ นรกที่ใหญ่หลวง กำแพงของมันได้ล้อมรอบพวกเขาไว้ทั้งหมด พวกเขาไม่สามารถหนีออกไปได้ และถ้าหากพวกเขาจะร้องขอน้ำดื่มเนื่องจากกระหาย น้ำมากๆนั้น พวกเขาจะได้รับน้ำที่ร้อนเหมือนกับน้ำมันที่เดือดอยู่ในกะทะร้อน จนทำให้ใบหน้าของพวกเขาไหม้ไปหมด มันช่างเป็นเครื่องดื่มที่ชั่วช้า ที่สุด นอกจากมันจะไม่ช่วยดับความกระหายแล้ว มันยังเพิ่มความกระหายด้วยซ้ำ แถมยังไม่ช่วยดับเปลวไฟที่กำลังเผาผลาญผิวหนังของพวกเขา และ ขุมไฟนรกนั้น ช่างเป็นที่พำนักอันเลยร้ายที่สุดสำหรับพวกเขาอีกด้วย"
إِنَّ ٱلَّذِينَ ءَامَنُوا۟ وَعَمِلُوا۟ ٱلصَّـٰلِحَـٰتِ إِنَّا لَا نُضِيعُ أَجْرَ مَنْ أَحْسَنَ عَمَلًا ﴿٣٠﴾
แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบคุณงามความดีนั้น สำหรับพวกเขาแล้วคือผลบุญอันใหญ่หลวง ซึ่งเราจะไม่ทำให้รางวัลของผู้ที่ทำความดีนั้นต้อง สูญหายไปอย่างแน่นอน แต่เราจะตอบแทนให้อย่างเต็มจำนวนโดยไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่นิดเดียว بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร
أُو۟لَـٰٓئِكَ لَهُمْ جَنَّـٰتُ عَدْنٍۢ تَجْرِى مِن تَحْتِهِمُ ٱلْأَنْهَـٰرُ يُحَلَّوْنَ فِيهَا مِنْ أَسَاوِرَ مِن ذَهَبٍۢ وَيَلْبَسُونَ ثِيَابًا خُضْرًۭا مِّن سُندُسٍۢ وَإِسْتَبْرَقٍۢ مُّتَّكِـِٔينَ فِيهَا عَلَى ٱلْأَرَآئِكِ ۚ نِعْمَ ٱلثَّوَابُ وَحَسُنَتْ مُرْتَفَقًۭا ﴿٣١﴾
เหล่าบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการดีนั้น สำหรับพวกเขาจะได้รับสรวงสวรรค์เป็นที่พำนักของพวกชั่วนิรันดร์ มีลำน้ำจืดแห่งสรวงสรรค์หลายสาย ไหลผ่านใต้ที่พำนักของพวกเขา พวกเขาจะได้ประดับกำไลทอง และสวมอาภรณ์สีเขียวทำด้วยผ้าไหมละเอียดและผ้าไหมหยาบ นอนเอกเขนกบนเตียงที่ ตกแต่งด้วยผ้าม่านที่สวยงาม ช่างเป็นผลตอบแทนอันประเสริฐยิ่งและเป็นที่พำนักที่แสนดียิ่ง
۞ وَٱضْرِبْ لَهُم مَّثَلًۭا رَّجُلَيْنِ جَعَلْنَا لِأَحَدِهِمَا جَنَّتَيْنِ مِنْ أَعْنَـٰبٍۢ وَحَفَفْنَـٰهُمَا بِنَخْلٍۢ وَجَعَلْنَا بَيْنَهُمَا زَرْعًۭا ﴿٣٢﴾
โอ้ท่านเราะสูลเอ๋ย จงยกการอุปมาให้แก่พวกเขาเถิด "มีชายสองคน คนแรกเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และอีกคนเป็นผู้ศรัทธา ซึ่งพระองค์ได้ให้สวนองุ่น สองแห่งแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาโดยมีต้นอินทผลัมล้อมรอบสวนองุ่นของแต่ละแห่ง และพระองค์ทรงให้มีพืชผลมากมายงอกเงยขึ้นในพื้นที่ระหว่างสวน องุ่นทั้งสองนั้น
كِلْتَا ٱلْجَنَّتَيْنِ ءَاتَتْ أُكُلَهَا وَلَمْ تَظْلِم مِّنْهُ شَيْـًۭٔا ۚ وَفَجَّرْنَا خِلَـٰلَهُمَا نَهَرًۭا ﴿٣٣﴾
สวนทั้งสองนี้ได้ให้ผลผลิตของมันเช่น อินทผลัม องุ่น และพืชผลอื่นๆ ออกมาอย่างอุดมสมบูรณ์ครบถ้วนและไม่เคยขาดแต่อย่างใด และพระองค์ได้ ทำให้มีลำน้ำไหลผ่านกลางสวนทั้งสองนี้ เพื่อง่ายในการรดน้ำต้นไม้นั่นเอง وكان له ثمر فقال لصحبه وهو يحاوره أناأكثر منك مالا وأعز نفرا
وَكَانَ لَهُۥ ثَمَرٌۭ فَقَالَ لِصَـٰحِبِهِۦ وَهُوَ يُحَاوِرُهُۥٓ أَنَا۠ أَكْثَرُ مِنكَ مَالًۭا وَأَعَزُّ نَفَرًۭا ﴿٣٤﴾
และเจ้าของสวนทั้งสองนั้น กลายเป็นผู้มีทรัพย์สินและผลิตผลมากมาย ดังนั้นเขาจึงผยองตนและดูถูกเพื่อนบ้านของตัวเอง(ซึ่งเป็นผู้ศรัทธา) ดัง นั้นเขาได้กล่าวแก่เพื่อนที่เป็นผู้ศรัทธาว่า"ฉันมีทรัพย์สินมากกว่าท่าน มีคนรับใช้ที่แข็งแรงกว่าท่าน และมีวงศ์ตระกูลที่มีอิทธิพลเหนือกว่าท่านเช่น กัน"
وَدَخَلَ جَنَّتَهُۥ وَهُوَ ظَالِمٌۭ لِّنَفْسِهِۦ قَالَ مَآ أَظُنُّ أَن تَبِيدَ هَـٰذِهِۦٓ أَبَدًۭا ﴿٣٥﴾
และผู้ปฏิเสธศรัทธาก็ได้เดินเข้าไปในสวนของเขาพร้อมกับเพื่อนบ้านของเขาที่เป็นผู้ศรัทธา เพื่อที่จะอวดสวนของเขาแก่เพื่อนบ้าน ในขณะท่เขาได้ อธรรมต่อตนเองด้วยการปฏิเสธศรัทธาและการลำพองตน เขาก็ได้กล่าวแก่เพื่อนบ้านว่า "ฉันไม่คิดว่าสวนแห่งนี้จะถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง ดังที่เจ้า เห็นอยู่กับตา เพราะว่าฉันได้จัดระบบไว้ให้มันอย่างดี"
وَمَآ أَظُنُّ ٱلسَّاعَةَ قَآئِمَةًۭ وَلَئِن رُّدِدتُّ إِلَىٰ رَبِّى لَأَجِدَنَّ خَيْرًۭا مِّنْهَا مُنقَلَبًۭا ﴿٣٦﴾
และฉันไม่เชื่อว่าวันแห่งการฟื้นคืนชีพนั้นจะมีขึ้นจริง เพราะชีวิตคนเรามันคือชีวิตที่ต่อเนื่อง และหากสมมุติว่ามันจะมีขึ้นจริง ฉันก็จะถูกฟื้นคืนชีพ หรือจะถูกนำกลับไปยังพระผู้อภิบาลของฉันพร้อมๆ กับได้รับสถานที่ที่ดีกว่าสวนที่ฉันมีอยู่ ณ ตอนนี้อย่างแน่นอน เพราะการที่ฉันเป็นผู้ร่ำรวยบน โลกนี้ ฉันก็จะต้องเป็นคนที่ร่ำรวยยิ่งหลังจากการฟื้ นคืนชีพเช่นกัน
قَالَ لَهُۥ صَاحِبُهُۥ وَهُوَ يُحَاوِرُهُۥٓ أَكَفَرْتَ بِٱلَّذِى خَلَقَكَ مِن تُرَابٍۢ ثُمَّ مِن نُّطْفَةٍۢ ثُمَّ سَوَّىٰكَ رَجُلًۭا ﴿٣٧﴾
เพื่อนบ้านผู้ศรัทธาของเขาได้ตำหนิเขาขณะที่กำลังทบทวนคำพูดของเขาว่า " เจ้าปฏิเสธผู้ทรงสร้างบิดาของเจ้าอาดัมจากดิน จากนั้นได้สร้างเจ้าจาก เชื้ออสุจิ จนกลายเป็นชายหนุ่มที่มีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์กระนั้นหรือ? แท้จริงแล้วผู้ที่สามารถสรรค์สร้างดังกล่าวนั้นได้ ก็สามารถที่จะทำให้เจ้ากลับ มาฟื้ นคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่งได้เช่นกัน" بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร
لَّـٰكِنَّا۠ هُوَ ٱللَّهُ رَبِّى وَلَآ أُشْرِكُ بِرَبِّىٓ أَحَدًۭا ﴿٣٨﴾
แต่ฉันจะไม่พูดเหมือนคำพูดของท่านนี้ ฉันจะพูดว่า "พระองค์อัลลอฮฺผู้สูงส่งนั้นเป็นผู้อภิบาลของฉัน ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพมากมายแก่พวกเรา และฉันจะไม่ตั้งผู้ใดร่วมเป็นภาคีกับพระองค์ในการเคารพบูชา"
وَلَوْلَآ إِذْ دَخَلْتَ جَنَّتَكَ قُلْتَ مَا شَآءَ ٱللَّهُ لَا قُوَّةَ إِلَّا بِٱللَّهِ ۚ إِن تَرَنِ أَنَا۠ أَقَلَّ مِنكَ مَالًۭا وَوَلَدًۭا ﴿٣٩﴾
และเมื่อท่านได้เข้าในสวนของท่าน ทำไมท่านไม่กล่าวว่า "อะไรที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ ก็ไม่มีพลังอำนาจใดนอกจากอำนาจของอัลลอฮ์เท่านั้น เพราะ พระองค์ทรงกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์เป็นผู้ทรงพลัง" แม้ว่าท่านจะเห็นว่าฉันด้อยกว่าท่านในเรื่องทรัพย์สินและลูกหลานก็ตาม
فَعَسَىٰ رَبِّىٓ أَن يُؤْتِيَنِ خَيْرًۭا مِّن جَنَّتِكَ وَيُرْسِلَ عَلَيْهَا حُسْبَانًۭا مِّنَ ٱلسَّمَآءِ فَتُصْبِحَ صَعِيدًۭا زَلَقًا ﴿٤٠﴾
และฉันคาดว่าบางทีอัลลอฮฺก็อาจจะประทานสวนที่ดีกว่าสวนของท่านแก่ฉัน และอาจจะส่งภัยพิบัติจากจากฟากฟ้าลงมาบนสวนของท่าน ทำให้สวน ของท่านกลายเป็นทุ่งโล่งเตียนไม่มีพืชผลใดๆ และเท้าอาจจะลื่นล้มได้เนื่องจากความเรียบเนียนของพื้นดินในสวน
أَوْ يُصْبِحَ مَآؤُهَا غَوْرًۭا فَلَن تَسْتَطِيعَ لَهُۥ طَلَبًۭا ﴿٤١﴾
หรือว่าพระองค์อาจจะทำให้น้ำในสวนนั้น แห้งเหือดลงไปในแผ่นดิน แล้วท่านก็ไม่สามารถหามันกลับคืนมาได้อีก แม้จะด้วยวิธีการใดๆก็ตาม และเมื่อ น้ำในสวนแห้งเหือดไปแล้ว แน่นอนสวนก็จะอยู่ไม่รอด
وَأُحِيطَ بِثَمَرِهِۦ فَأَصْبَحَ يُقَلِّبُ كَفَّيْهِ عَلَىٰ مَآ أَنفَقَ فِيهَا وَهِىَ خَاوِيَةٌ عَلَىٰ عُرُوشِهَا وَيَقُولُ يَـٰلَيْتَنِى لَمْ أُشْرِكْ بِرَبِّىٓ أَحَدًۭا ﴿٤٢﴾
أ حدا ในที่สุดความคาดหวังของเพื่อนบ้านผู้ศรัทธานั้นก็ได้เกิดขึ้นจริง ทำให้ผลผลิตในสวนของผู้ปฏิเสธศรัทธาถูกทำลายไปหมด แล้วเขาก็ประกบฝ่ามือ ทั้งสองด้วยความเสียใจและเสียดายที่สุดต่อสิ่งที่หมดไปกับการดูแลรักษาสวนองุ่นแห่งนี้ ในขณะที่ซุ้มไม้เลื้อยเพื่อปลูกองุ่นนั้นพังถล่มลงมาทั้งหมด เขาก็ได้กล่าวว่า "ไม่น่าเป็นเช่นนี้เลย หากฉันได้ศรัทธาต่อพระเผู้อภิบาลของฉันเพียงผู้เดียว และไม่ตั้งสิ่งใดเลยเป็นภาคีกับพระองค์ในการเคารสักกา ระ"
وَلَمْ تَكُن لَّهُۥ فِئَةٌۭ يَنصُرُونَهُۥ مِن دُونِ ٱللَّهِ وَمَا كَانَ مُنتَصِرًا ﴿٤٣﴾
และผู้ปฏิเสธท่านนี้ก็ไม่มีพรรคพวกที่จะช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษในครั้งนี้ ทั้งๆที่เขาเคยภาคภูมิใจในพรรคพวกวงศ์ตระกูลของ ตนเอง และเขาเองก็ไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติที่พระองค์ส่งมาทำลายสวนของเขาได้
هُنَالِكَ ٱلْوَلَـٰيَةُ لِلَّهِ ٱلْحَقِّ ۚ هُوَ خَيْرٌۭ ثَوَابًۭا وَخَيْرٌ عُقْبًۭا ﴿٤٤﴾
ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ความช่วยเหลือเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว พระองค์ทรงเป็นผู้ตอบแทนที่ดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ด้วยการ เพิ่มพูนผลบุญให้เป็นทวีคูณ และพระองค์ทรงเตรียมบั้นปลายที่ดีแกพวกเขาเช่นกัน
وَٱضْرِبْ لَهُم مَّثَلَ ٱلْحَيَوٰةِ ٱلدُّنْيَا كَمَآءٍ أَنزَلْنَـٰهُ مِنَ ٱلسَّمَآءِ فَٱخْتَلَطَ بِهِۦ نَبَاتُ ٱلْأَرْضِ فَأَصْبَحَ هَشِيمًۭا تَذْرُوهُ ٱلرِّيَـٰحُ ۗ وَكَانَ ٱللَّهُ عَلَىٰ كُلِّ شَىْءٍۢ مُّقْتَدِرًا ﴿٤٥﴾
ى และเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- จงยกอุทธาหรณ์เกี่ยวกับการสลายที่เร็วนักของโลกใบนี้แก่ผู้ที่ลุ่มหลงกับมันว่า "มันเปรียบเสมือนกับพฤกษชาติแห่งโลกที่ งอกเงยขึ้นมาอย่างอุดมสมบูรณ์จากน้ำฝนที่พระองค์ทรงโปรยลงมาจากฟากฟ้า แต่หลังจากนั้น มันก็กลับกลายเป็นเศษพืชแห้งกรังที่ถูกลมพัดปลิ بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร วว่อนไปทุกหนแห่ง แล้วแผ่นดินก็จะกลับมาเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไร้พืชผลเช่นเดิม ซึ่งอัลลอฮ์ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง และไม่มีสิ่งใดที่สามารถทำให้ พระองค์หมดความสามารถไปได้ พระองค์จึงประสงค์ที่จะให้สิ่งใดมีชีวิตหรือตายไปก็ได้"
ٱلْمَالُ وَٱلْبَنُونَ زِينَةُ ٱلْحَيَوٰةِ ٱلدُّنْيَا ۖ وَٱلْبَـٰقِيَـٰتُ ٱلصَّـٰلِحَـٰتُ خَيْرٌ عِندَ رَبِّكَ ثَوَابًۭا وَخَيْرٌ أَمَلًۭا ﴿٤٦﴾
ทรัพย์สินและลูกหลานก็คือเครื่องประดับชั่วคราวแห่งโลกนี้เท่านั้น ซึ่งจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากมัน หากมิได้ใช้จ่ายมันในหนทางที่เป็นที่พึงพอ พระทัยของอัลลอฮ์ ส่วนการกระทำและการพูดที่ชอบธรรมที่เป็นที่พึงพอพระทัยของอัลลอฮ์นั้น มันดียิ่งกว่าทุกสรรพสิ่งที่เป็นเครื่องประดับในโลกนี้ และมันเป็นจุดมุ่งหวังที่ดีของมนุษย์ทุกคนที่ปรารถนาจะกระทำมัน เพราะเครื่องประดับแห่งโลกนี้มันชั่วคราวไม่ยั่งยืน แต่ผลรางวัลของการงานและ คำพูดที่เป็นที่พึงพอพระทัยของอัลลอฮ์นั้น ถูกบันทึกไว้ ณ ที่พระองค์ชั่วนิรันดร์
وَيَوْمَ نُسَيِّرُ ٱلْجِبَالَ وَتَرَى ٱلْأَرْضَ بَارِزَةًۭ وَحَشَرْنَـٰهُمْ فَلَمْ نُغَادِرْ مِنْهُمْ أَحَدًۭا ﴿٤٧﴾
โอ้มุหัมมัด จงนึกถึงเหตุการณ์ในวันที่เราทำให้ภูเขาทั้งหลายต้องสลายไปจากที่ของมัน แล้วเจ้าก็จะได้เห็นแผ่นดินนี้ว่างเปล่าปราศจากภูเขา ต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้าง และเราจะรวบรวมสิ่งถูกสร้างทั้งหมดไว้ด้วยกันจะไม่มีการละเว้นแม้แต่คนเดียวف
وَعُرِضُوا۟ عَلَىٰ رَبِّكَ صَفًّۭا لَّقَدْ جِئْتُمُونَا كَمَا خَلَقْنَـٰكُمْ أَوَّلَ مَرَّةٍۭ ۚ بَلْ زَعَمْتُمْ أَلَّن نَّجْعَلَ لَكُم مَّوْعِدًۭا ﴿٤٨﴾
และมนุษย์ทุกคนจะถูกนำมาปรากฏต่อหน้าพระผู้อภิบาลของเจ้าเป็นแถว หลังจากนั้นได้มีการสอบสวนโดยกล่าวแก่พวกเขาว่า "แท้จริงพวกเจ้าได้ กลับมาหาเราในสภาพที่โดดเดี่ยว ไม่สวมรองเท้า เปลือยกาย และหน้าผากขาว เหมือนกับที่เราได้สร้างพวกเจ้ามาเป็นครั้งแรก แต่พวกเจ้าคิดไปเอง ว่า พวกเจ้าจะไม่ถูกฟื้ นคืนชีพ และเรามิได้กำหนดสถานที่และเวลาเพื่อตอบแทนการงานของพวกเจ้า"
وَوُضِعَ ٱلْكِتَـٰبُ فَتَرَى ٱلْمُجْرِمِينَ مُشْفِقِينَ مِمَّا فِيهِ وَيَقُولُونَ يَـٰوَيْلَتَنَا مَالِ هَـٰذَا ٱلْكِتَـٰبِ لَا يُغَادِرُ صَغِيرَةًۭ وَلَا كَبِيرَةً إِلَّآ أَحْصَىٰهَا ۚ وَوَجَدُوا۟ مَا عَمِلُوا۟ حَاضِرًۭا ۗ وَلَا يَظْلِمُ رَبُّكَ أَحَدًۭا ﴿٤٩﴾
และเมื่อสมุดบันทึกการปฏิบัติถูกวางไว้ บางคนจะหยิบบันทึกของเขาด้วยมือขวาและบางคนจะหยิบด้วยมือซ้าย และพวกเจ้า-โอ้มนุษย์ทั้งหลาย- จะได้ เห็นผู้ปฏิเสธศรัทธาอยู่ในสภาพที่กลัวถึงสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในนั้น เพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาได้ทำอะไรไป คือการปฏิเสธศรัทธาและการเนรคุณ ต่างๆ พวกเขากล่าวว่า "ความวิบัติของเราช่างน่าสมเพชและยิ่งใหญ่เพียงใด! มันคือบันทึกอะไรกัน มันไม่ทิ้งสักอย่างเลย จะเป็นเรื่องเล็กๆหรือเรื่อง ใหญ่ๆ แต่ทั้งหมดถูกจัดเก็บและบันทึกไว้หมด" และพวกเขาพบว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำในชีวิตบนโลกนี้ในรูปแบบของการเนรคุณต่างๆได้รับการ บันทึกและจัดเก็บ แท้จริง -โอ้เราะสูลเอ๋ย - พระผู้อภิบาลของเจ้าไม่ได้อธรรมต่อผู้ใด ดังนั้นพระองค์จะไม่ลงโทษผู้ใดโดยไม่ทำบาปหรือลดรางวัลแห่ง ความดีงามของผู้ที่เชื่อฟังพระองค์แม้แต่นิดเดียว
وَإِذْ قُلْنَا لِلْمَلَـٰٓئِكَةِ ٱسْجُدُوا۟ لِـَٔادَمَ فَسَجَدُوٓا۟ إِلَّآ إِبْلِيسَ كَانَ مِنَ ٱلْجِنِّ فَفَسَقَ عَنْ أَمْرِ رَبِّهِۦٓ ۗ أَفَتَتَّخِذُونَهُۥ وَذُرِّيَّتَهُۥٓ أَوْلِيَآءَ مِن دُونِى وَهُمْ لَكُمْ عَدُوٌّۢ ۚ بِئْسَ لِلظَّـٰلِمِينَ بَدَلًۭا ﴿٥٠﴾
และจงรำลึกเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เมื่อตอนที่เราได้กล่าวแก่บรรดามลาอิกะฮ์ว่า "จงสุญูด(โค้งคำนับ)ต่ออาดัม พวกเขาก็โค้งคำนับตามพระบัญชาของ พระผู้อภิบาลของพวกเขายกเว้นอิบลีสที่เป็นหนึ่งในหมู่ญิน ไม่ใช่ในหมู่บรรดามลาอิกะฮ์ มันเย่อหยิ่งและฝ่าฝืนคำบัญชาของพระองค์ในการสุญูด(โค้ง คำนับ)และไม่เชื่อฟังพระองค์ ดังนั้นพวกเจ้า-โอ้มนุษย์เอ๋ย- จะยึดมันและลูกหลานของมันมาเป็นผู้คุ้มครองพวกเจ้าอื่นจากข้ากระนั้นหรือ ทั้งๆ ที่พวก มันเป็นศัตรูกับพวกเจ้า? พวกเจ้าได้ยึดศัตรูมาเป็นผู้คุ้มครองพวกเจ้าได้อย่างไร? มันช่างชั่วช้าเหลือเกินสำหรับผู้อธรรมที่ได้ยึดเอาชัยฏอน(มาร ร้าย)มาเป็นผู้คุ้มครองพวกเขาแทนที่การคุ้มครองของพระองค์อัลลอฮฺ"
۞ مَّآ أَشْهَدتُّهُمْ خَلْقَ ٱلسَّمَـٰوَٰتِ وَٱلْأَرْضِ وَلَا خَلْقَ أَنفُسِهِمْ وَمَا كُنتُ مُتَّخِذَ ٱلْمُضِلِّينَ عَضُدًۭا ﴿٥١﴾
บรรดาผู้ที่พวกเจ้าได้ยึดเอาพวกเขามาเป็นผู้คุ้มครองพวกเจ้าอื่นจากข้า แท้จริงพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นบ่าวของข้าเช่นเดียวกับพวกเจ้านั่นแหละ ข้า มิได้เรียกพวกเขาให้มาเป็นพยานขณะที่สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน แถมพวกเขาไม่ได้มีด้วยซ้ำ และข้ามิได้เรียกบางคนให้มาเป็นพยานในการสร้า بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร งอีกบางคน ข้าเพียงผู้เดียวที่มีเอกสิทธิ์ในการสรรค์สร้างและจัดการทุกสรรพสิ่ง และข้าไม่เคยที่จะเอาบรรดาผู้ทำให้คนอื่นหลงทางเฉกเช่น ชัย ฏอน(มารร้าย)ที่เป็นมนุษย์หรือญิน มาเป็นผู้ช่วยเหลือเด็ดขาด เพราะเดชานุภาพของข้าเหนือกว่าที่จะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใดทั้งสิ้น
وَيَوْمَ يَقُولُ نَادُوا۟ شُرَكَآءِىَ ٱلَّذِينَ زَعَمْتُمْ فَدَعَوْهُمْ فَلَمْ يَسْتَجِيبُوا۟ لَهُمْ وَجَعَلْنَا بَيْنَهُم مَّوْبِقًۭا ﴿٥٢﴾
จงกล่าวแก่พวกเขาเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ในวันปรโลกนั้น พระองค์จะกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ตั้งภาคีต่อพระองค์บนโลกนี้ว่า "พวกเจ้าจงเรียกบรรดาที่พวก เจ้าอ้างว่าเป็นภาคีของฉัน เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยเหลือพวกเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงได้ร้องเรียกบรรดาสิ่งที่เป็นภาคีเหล่านั้น แต่พวกมันไม่ตอบรับและ ไม่อาจช่วยเหลือพวกเขาได้ แล้วเราก็ได้เตรียมสถานที่ไว้เป็นที่พำนักร่วมกัน ระหว่างผู้เคารพและสิ่งที่ถูกเคารพสักการะ เพื่อมารวมตัวกัน ณ ที่แห่ง เดียวกัน นั่นก็คือนรกญะฮันนัม "
وَرَءَا ٱلْمُجْرِمُونَ ٱلنَّارَ فَظَنُّوٓا۟ أَنَّهُم مُّوَاقِعُوهَا وَلَمْ يَجِدُوا۟ عَنْهَا مَصْرِفًۭا ﴿٥٣﴾
และบรรดามุชริกีน(ผู้ตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ)ได้เห็นไฟนรกในวันนั้น ดังนั้นพวกเขามั่นใจทันทีว่าพวกเขาจะเป็นกลุ่มชนที่ตกลงไปในนั้น และพวกเขาจะไม่ พบทางใดที่จะหนีรอดไปได้
وَلَقَدْ صَرَّفْنَا فِى هَـٰذَا ٱلْقُرْءَانِ لِلنَّاسِ مِن كُلِّ مَثَلٍۢ ۚ وَكَانَ ٱلْإِنسَـٰنُ أَكْثَرَ شَىْءٍۢ جَدَلًۭا ﴿٥٤﴾
และเราได้ยกอุปมาหลายอย่างพร้อมกับได้ชี้แจงมันในคัมภีร์อัลกุรอานที่ถูกประทานลงมาแก่นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อที่จะได้เข้าใจ และเป็นบทเรียนแก่มวลมนุษย์ทั้งหมดโดยเฉพาะผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ชอบโต้เถียงในทุกๆเรื่อง โดยปราศจากเหตุผลที่แท้จริงและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
وَمَا مَنَعَ ٱلنَّاسَ أَن يُؤْمِنُوٓا۟ إِذْ جَآءَهُمُ ٱلْهُدَىٰ وَيَسْتَغْفِرُوا۟ رَبَّهُمْ إِلَّآ أَن تَأْتِيَهُمْ سُنَّةُ ٱلْأَوَّلِينَ أَوْ يَأْتِيَهُمُ ٱلْعَذَابُ قُبُلًۭا ﴿٥٥﴾
قبلا การไม่ได้รับการชี้นำอย่างครบถ้วนไม่ได้เป็นสิ่งกีดขวางใดๆระหว่างบรรดาผู้ปฏิเสธกับการศรัทธาต่อสิ่งที่มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้นำ มาจากพระผู้อภิบาลของเขา และไม่ได้เป็นสิ่งกีดขวางใดๆระหว่างพวกเขากับการขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์สำหรับบาปของพวกเขา เพราะแท้จริงพวกเขา ได้รับอุทาหรณ์มาหลายอย่างในคัมภีร์อัลกุรอาน และได้มีหลักฐานชัดเจนมากมายประจักษ์ต่อหน้าพวกเขา แต่สิ่งที่กีดขวางพวกเขาจริงๆก็คือการ เรียกร้องของพวกเขาอย่างดื้อรั้นและท้าทายพระองค์ในการที่จะสัมผัสจริงด้วยสายตาและร่างกาย บทลงโทษทรมานเฉกเช่นประชาชาติก่อนๆ ที่ พระองค์ได้สัญญาไว้ต่อพวกเขา
وَمَا نُرْسِلُ ٱلْمُرْسَلِينَ إِلَّا مُبَشِّرِينَ وَمُنذِرِينَ ۚ وَيُجَـٰدِلُ ٱلَّذِينَ كَفَرُوا۟ بِٱلْبَـٰطِلِ لِيُدْحِضُوا۟ بِهِ ٱلْحَقَّ ۖ وَٱتَّخَذُوٓا۟ ءَايَـٰتِى وَمَآ أُنذِرُوا۟ هُزُوًۭا ﴿٥٦﴾
และพระองค์มิได้ส่งบรรดาเราะสูลมาเพื่ออื่นใดเว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาและเคารพภักดีต่อพระองค์ และเป็นผู้ตักเตือนแก่บรรดาผู้ ปฏิเสธศรัทธาและกระทำบาป ซึ่งบรรดาศาสนทูตเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะควบคุมจิตใจผู้ใดให้ได้รับทางนำจากพระองค์ได้ และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อ อัลลอฮ์ชอบที่จะโต้เถียงกับบรรดาศาสนทูตของพระองค์ ทั้งๆ ที่มีหลักฐานปรากฏชัดต่อหน้าพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้ทำลายล้างสัจธรรมที่ถูก ประทานลงมายังท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ด้วยความเท็จของพวกเขา และพวกเขาก็ถือเอาคัมภีร์อัลกุรอานและคำตักเตือน เป็นที่ ล้อเล่น ดูถูก เยาะเย้ยไปทั้งหมด
وَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّن ذُكِّرَ بِـَٔايَـٰتِ رَبِّهِۦ فَأَعْرَضَ عَنْهَا وَنَسِىَ مَا قَدَّمَتْ يَدَاهُ ۚ إِنَّا جَعَلْنَا عَلَىٰ قُلُوبِهِمْ أَكِنَّةً أَن يَفْقَهُوهُ وَفِىٓ ءَاذَانِهِمْ وَقْرًۭا ۖ وَإِن تَدْعُهُمْ إِلَى ٱلْهُدَىٰ فَلَن يَهْتَدُوٓا۟ إِذًا أَبَدًۭا ﴿٥٧﴾
ى และไม่มีผู้ใดที่จะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ถูกเตือนด้วยโองการต่างๆ ของพระผู้อภิบาลของเขา แต่เขากลับไม่สนใจคำตักเตือนที่เกี่ยวข้องกับบทลงโทษที่ ได้ระบุไว้ในคำภีร์อัลกุรอาน และหันห่างออกไปจากการสำนึกตน แถมยังลืมความชั่วที่ได้กระทำไปบนโลกนี้ เช่น การปฏิเสธศรัทธาและกระทำบาปต่าง بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร ๆ และไม่สำนึกในการมี่จะกลับเนื้อกลับตัว แท้จริงแล้วพระองค์ได้ปกปิดหัวใจของพวกเขาไว้เพื่อกีดขวางพวกเขาจากการเข้าใจอัลกุรอาน และทำให้หู ของพวกเขาหนวกไม่สามารถได้ยินเพื่อน้อมรับคำตักเตือน และหากเจ้าเรียกร้องพวกเขาไปสู่การศรัทธา พวกเขาจะไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่เจ้าได้เรียก ร้องไปอย่างแน่นอน ตราบใดที่หัวใจของพวกเขาถูกปกปิดและหูยังหนวกอยู่
وَرَبُّكَ ٱلْغَفُورُ ذُو ٱلرَّحْمَةِ ۖ لَوْ يُؤَاخِذُهُم بِمَا كَسَبُوا۟ لَعَجَّلَ لَهُمُ ٱلْعَذَابَ ۚ بَل لَّهُم مَّوْعِدٌۭ لَّن يَجِدُوا۟ مِن دُونِهِۦ مَوْئِلًۭا ﴿٥٨﴾
موئ لا และเพื่อให้ท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่หวังให้มีการลงโทษอย่างรีบเร่งต่อผู้ที่ปฏิเสธเขา อัลลอฮ์ได้กล่าวแก่ท่านว่า "พระผู้อภิบาลของเจ้า -โอ้ เราะสูลเอ๋ย- คือผู้ทรงอภัยต่อบาปของปวงบ่าวของพระองค์ที่กลับเนื้อกลับตัว ผู้ทรงเมตตาแก่ทุกสรรพสิ่ง และหนึ่งในความเมตตาของพระองค์คือ การที่พระองค์ได้ให้โอกาสแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนได้สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัวกัน เพราะหากพระองค์ประสงค์จะลงโทษพวกเขา แน่นอนพระองค์จะทรงเร่งการ ลงโทษแก่พวกเขาบนโลกนี้เสียแล้ว แต่ว่าพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงขันติ ผู้ทรงเมตตายิ่ง ได้ประวิงเวลาการลงโทษแก่พวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้กลับ เนื้อกลับตัวกัน แต่พระองค์ก็ได้กำหนดเวลาและสถานที่อย่างชัดเจนในการลงโทษพวกเขาเพราะการปฏิเสธศรัทธาและการผินหลังให้ หากพวกเขาไม่ กลับเนื้อกลับตัวกันจริง และพวกเขาจะไม่พบที่พึ่งอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น
وَتِلْكَ ٱلْقُرَىٰٓ أَهْلَكْنَـٰهُمْ لَمَّا ظَلَمُوا۟ وَجَعَلْنَا لِمَهْلِكِهِم مَّوْعِدًۭا ﴿٥٩﴾
และหมู่บ้านเหล่านั้นที่ไม่ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และมันอยู่ใกล้ๆ พวกเจ้า เช่นหมู่บ้านของกลุ่มชนชาวนบีฮูด และกลุ่มชนชาวนบีซอและห์และกลุ่มชนชา วนบีชูอัยบ์ ซึ่งเราได้ทำลายพวกเขาเมื่อพวกเขาได้อธรรมต่อตนเองด้วยการปฏิเสธศรัทธาและกระทำบาปต่า ๆ และเราได้กำหนดเวลาที่จะลงโทษพวก เขาไว้แล้ว
وَإِذْ قَالَ مُوسَىٰ لِفَتَىٰهُ لَآ أَبْرَحُ حَتَّىٰٓ أَبْلُغَ مَجْمَعَ ٱلْبَحْرَيْنِ أَوْ أَمْضِىَ حُقُبًۭا ﴿٦٠﴾
จงรำลึกเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ถึงเรื่องราวของนบีมูซา ครั้นเมื่อมูซา อะลัยฮิสลาม(ขอความเมตตาสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวแก่คนรับใช้ของเขาที่ ชื่อว่า ยูชะอ์ บินนูน ว่า "ฉันจะยังคงเดินต่อไปจนกว่าจะบรรลุถึงชุมทางแห่งสองทะเลที่มาบรรจบกัน หรือฉันจะยังคงเดินต่อไปอีกหลายปีจนกว่าจะได้ พบเจอกับบ่าวที่ดี ที่ฉันจะต้องเรียนรู้จากเขา"
فَلَمَّا بَلَغَا مَجْمَعَ بَيْنِهِمَا نَسِيَا حُوتَهُمَا فَٱتَّخَذَ سَبِيلَهُۥ فِى ٱلْبَحْرِ سَرَبًۭا ﴿٦١﴾
ดังนั้นทั้งสองก็ได้ออกเดินทาง เมื่อทั้งสองได้ไปถึงสถานที่นัดพบของทะเลทั้งสองพวกเขาก็ลืมเรื่องปลาของพวกเขาที่เตรียมไว้เป็นอาหาร อัลลอฮ์ ก็ได้ชุปชีวิตปลาตัวนั้นขึ้นมา มันจึงได้มุดหนีไปในทะเล และได้วาดเส้นทางไว้เป็นแนวทางยาวไปตามตัวของมัน(คล้ายอุโมงค์เล็กๆ)ซึ่งน้ำทะเลไม่ สามารถจะเข้าไปได้
فَلَمَّا جَاوَزَا قَالَ لِفَتَىٰهُ ءَاتِنَا غَدَآءَنَا لَقَدْ لَقِينَا مِن سَفَرِنَا هَـٰذَا نَصَبًۭا ﴿٦٢﴾
เมื่อทั้งสองเดินเลยจากที่นั่นไป มูซา อะลัยฮิสสลาม ก็ได้กล่าวแก่คนใช้ว่า "จงนำอาหารกลางวันของเราออกมากินกันเถอะ เรารู้สึกเหนื่อยจากการเดิน ทางในครั้งนี้มาก"
قَالَ أَرَءَيْتَ إِذْ أَوَيْنَآ إِلَى ٱلصَّخْرَةِ فَإِنِّى نَسِيتُ ٱلْحُوتَ وَمَآ أَنسَىٰنِيهُ إِلَّا ٱلشَّيْطَـٰنُ أَنْ أَذْكُرَهُۥ ۚ وَٱتَّخَذَ سَبِيلَهُۥ فِى ٱلْبَحْرِ عَجَبًۭا ﴿٦٣﴾
คนใช้ได้กล่าวว่า "ท่านมิได้สังเกตหรือว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นในตอนที่เราพักข้างก้อนหินนั้น?! แท้จริงฉันลืมที่จะบอกท่านเกี่ยวกับเรื่องของ ปลานั้น และไม่มีผู้ใดทำให้ฉันลืมที่จะบอกท่านนอกจากชัยฏอน(มารร้าย)เท่านั้น ปลาตัวนั้นได้กลับมามีชีวิตแล้วกระโดดหนีลงทะเลไปอย่างน่า อัศจรรย์" بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร
قَالَ ذَٰلِكَ مَا كُنَّا نَبْغِ ۚ فَٱرْتَدَّا عَلَىٰٓ ءَاثَارِهِمَا قَصَصًۭا ﴿٦٤﴾
มูซา อะลัยฮิสสลามได้กล่าวแก่คนใช้ของเขาว่า "นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ มันเป็นสัญลักษณ์สถานที่พำนักของบ่าวที่มีคุณธรรมคนนั้น ดังนั้นทั้ง สองก็ได้หวนกลับตามร้อยเท้าเดิมกลับไป เพื่อจะได้ไม่หลงทาง จนกระทั่งทั้งสองได้ถึงที่ก้อนหินนั้น และจากตรงนั้นที่ปลาตัวนั้นเข้าสู่ทะเล"
فَوَجَدَا عَبْدًۭا مِّنْ عِبَادِنَآ ءَاتَيْنَـٰهُ رَحْمَةًۭ مِّنْ عِندِنَا وَعَلَّمْنَـٰهُ مِن لَّدُنَّا عِلْمًۭا ﴿٦٥﴾
และเมื่อทั้งสองได้ถึง ณ จุดที่ปลาได้หายไป พวกเขาก็ได้พบบ่าวคนหนี่งของเราที่มีคุณธรรม (นั่นคือ อัลเคาะฎิร อะลัยฮิสสลาม) ซึ่งเป็นบ่าวที่เราได้ ประทานความเมตตาแก่เขาและเราได้สอนเขาซึ่งความรู้ที่คนอื่นๆ ไม่สามารถที่จะรับรู้ได้ และความรู้นี้คือสิ่งที่เป็นเนื้อหาหลักในเรื่องนี้
قَالَ لَهُۥ مُوسَىٰ هَلْ أَتَّبِعُكَ عَلَىٰٓ أَن تُعَلِّمَنِ مِمَّا عُلِّمْتَ رُشْدًۭا ﴿٦٦﴾
มูซาได้กล่าวแก่เขาด้วยความนอบน้อมถ่อมตนว่า "ให้ฉันติดตามท่านไปด้วยได้ไหม? ทั้งนี้เพื่อที่ท่านจะได้สอนฉัน จากความรู้ที่อัลลอฮ์ได้สอนท่านมา ที่เป็นแนวทางนำไปสู่สัจธรรมที่เที่ยงตรง " قال إنك لن تستطيع معىصبرا
قَالَ إِنَّكَ لَن تَسْتَطِيعَ مَعِىَ صَبْرًۭا ﴿٦٧﴾
ท่านอัลเคาะฎิร ได้ตอบว่า "แท้จริงแล้ว ท่านไม่สามารถที่จะอดทนกับความรู้ที่ฉันมี เพราะมันไม่ตรงกับความรู้ที่ท่านมีนั่นเอง" وكيف تصبرعل ما لم تحط به خبرا
وَكَيْفَ تَصْبِرُ عَلَىٰ مَا لَمْ تُحِطْ بِهِۦ خُبْرًۭا ﴿٦٨﴾
"และท่านจะอดทนอยู่ได้อย่างไรเล่า กับสิ่งที่ท่านได้เห็นถึงการกระทำที่ท่านไม่รู้ว่ามันผิดหรือถูก เพราะท่านจะตัดสินกับความรู้ที่เป็นที่สุดแล้วสำหรับ ท่าน?!"
قَالَ سَتَجِدُنِىٓ إِن شَآءَ ٱللَّهُ صَابِرًۭا وَلَآ أَعْصِى لَكَ أَمْرًۭا ﴿٦٩﴾
มูซาได้กล่าวว่า "หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ท่านจะเห็นว่าฉันเป็นคนอดทนในสิ่งที่ฉันเห็นถึงการกระทำของท่าน มุ่งมั่นที่จะเชื่อฟังท่าน และฉันจะไม่ ฝ่าฝืนคำสั่งใด ๆของท่าน ที่ได้สั่งใช้ฉัน"
قَالَ فَإِنِ ٱتَّبَعْتَنِى فَلَا تَسْـَٔلْنِى عَن شَىْءٍ حَتَّىٰٓ أُحْدِثَ لَكَ مِنْهُ ذِكْرًۭا ﴿٧٠﴾
ท่านอัลเคาะฏิรได้กล่าวแก่มูซาว่า "หากท่านจะติดตามฉันไป ท่านจงอย่าได้ถามฉันถึงเรื่องใดๆจากสิ่งที่ท่านเห็นจากการกระทำของฉัน จนกว่าฉันจะ เป็นผู้ที่เริ่มอธิบายสิ่งนั้นให้ท่านเอง"
فَٱنطَلَقَا حَتَّىٰٓ إِذَا رَكِبَا فِى ٱلسَّفِينَةِ خَرَقَهَا ۖ قَالَ أَخَرَقْتَهَا لِتُغْرِقَ أَهْلَهَا لَقَدْ جِئْتَ شَيْـًٔا إِمْرًۭا ﴿٧١﴾
และเมื่อพวกเขาทั้งสองได้ตกลงกันแล้ว พวกเขาก็ออกเดินทางไปที่ชายหาด พบเรือลำหนึ่ง พวกเขาก็ได้ลงเรือลำนั้นไปโดยไม่เสียค่าโดยสารใดๆ ซึ่ง เป็นการให้เกียรติแก่ท่านเคาะฎิร และแล้วท่านเคาะฎิรก็ได้เจาะรูเรือลำนั้นโดยถอดไม้แผ่นหนึ่งออกไป มูซาจึงได้ร้องออกมาว่า "ท่านเจาะรูลำเรือที่ เจ้าของมันให้ลงเรือไปด้วยโดยไม่เสียค่าโดยสารใดๆ เพื่อที่จะให้ผู้คนที่อยู่ในเรือจมน้ำตายกระนั้นหรือ?! ท่านได้กระทำในสิ่งที่รับไม่ได้จริงๆ" قال ألم أقل إنك لن تستطيع معىصبرا
قَالَ أَلَمْ أَقُلْ إِنَّكَ لَن تَسْتَطِيعَ مَعِىَ صَبْرًۭا ﴿٧٢﴾
ท่านเคาะฎิรตอบแก่มูซาว่า "ฉันมิได้บอกแก่ท่านหรือว่า แท้จริง ท่านไม่สามารถที่จะอดทนร่วมกับฉันได้ ในสิ่งที่ท่านเห็นถึงการกระทำของฉัน?!" بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร قال لا تؤاخذنى بما نسيت ولا ترهقنى من أمرى عسرا
قَالَ لَا تُؤَاخِذْنِى بِمَا نَسِيتُ وَلَا تُرْهِقْنِى مِنْ أَمْرِى عُسْرًۭا ﴿٧٣﴾
มูซาก็ได้กล่าวแก่ท่านเคาะฎิรว่า "โปรดอย่าได้ตำหนิฉันในสิ่งที่ฉันลืมจนผิดสัญญาที่ให้ไว้ และอย่าได้เข้มงวดกับฉันมากจนเกินไปในการเป็นผู้ติดตาม ท่านเลย"
فَٱنطَلَقَا حَتَّىٰٓ إِذَا لَقِيَا غُلَـٰمًۭا فَقَتَلَهُۥ قَالَ أَقَتَلْتَ نَفْسًۭا زَكِيَّةًۢ بِغَيْرِ نَفْسٍۢ لَّقَدْ جِئْتَ شَيْـًۭٔا نُّكْرًۭا ﴿٧٤﴾
เมื่อถึงชายฝั่งพวกเขาทั้งสองก็ลงจากเรือไป เดินตามชายหาดจนกระทั่งพบเด็กชายคนหนึ่งยังไม่บรรลุศาสนภาวะซึ่งกำลังเล่นกับเพื่อนๆ ท่านเคาะ ฎิรจึงฆ่าเด็กคนนั้น มูซาจึงได้ร้องออกมาว่า "ท่านฆ่าคนที่บริสุทธิ์ที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะโดยเขาไม่มีบาปใดๆกระนั้นหรือ?! แท้จริงท่านได้นำมาซึ่งสิ่ง ที่โหดร้ายจริงๆ!"
۞ قَالَ أَلَمْ أَقُل لَّكَ إِنَّكَ لَن تَسْتَطِيعَ مَعِىَ صَبْرًۭا ﴿٧٥﴾
ท่านเคาะฎิรฺกล่าวแก่นบีมูซา อะลัยฮิสลามว่า โอ้ มูซา ฉันบอกท่านแล้วว่า ท่านจะไม่อาจทนต่อสิ่งที่ฉันจะทำได้หรอก
قَالَ إِن سَأَلْتُكَ عَن شَىْءٍۭ بَعْدَهَا فَلَا تُصَـٰحِبْنِى ۖ قَدْ بَلَغْتَ مِن لَّدُنِّى عُذْرًۭا ﴿٧٦﴾
นบีมูซา อะลัยฮิสสลาม กล่าวว่า หากฉันถามสิ่งใดหลังจากนี้อีก ท่านก็จงแยกทางกับฉันเลย เพราะมันถึงกำหนดที่ได้สัญญาเอาไว้ว่าอย่าคบฉันเป็น เพื่อนร่วมทางอีก เหตุจากการที่ฉันได้ผิดสัญญามาถึงสองครั้ง
فَٱنطَلَقَا حَتَّىٰٓ إِذَآ أَتَيَآ أَهْلَ قَرْيَةٍ ٱسْتَطْعَمَآ أَهْلَهَا فَأَبَوْا۟ أَن يُضَيِّفُوهُمَا فَوَجَدَا فِيهَا جِدَارًۭا يُرِيدُ أَن يَنقَضَّ فَأَقَامَهُۥ ۖ قَالَ لَوْ شِئْتَ لَتَّخَذْتَ عَلَيْهِ أَجْرًۭا ﴿٧٧﴾
แล้วเขาทั้งสองจึงออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งเมื่อทั้งสองพบชาวเมืองหนึ่ง ทั้งสองได้ขออาหารจากชาวเมืองนั้น แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะต้อนรับเขา ทั้งสอง ซึ่งพวกเขาได้ละเมิดสิทธิในการต้อนรับแขก ต่อมาเขาทั้งสองได้พบกำแพงแห่งหนึ่งกำลังจะพังลงมาแล้วเขาก็ทำให้มันตรง เขา (มูซา) กล่าว แก่ท่านเคาะฎิรฺว่า ถ้าท่านต้องการที่จะเอาค่าจ้างที่ได้ปรับให้มันตั้งตรง ก็จงเอามันเสีย สำหรับความต้องการของเราหลังจากที่พวกเขาได้ปฏิเสธจาก การต้อนรับพวกเรา
قَالَ هَـٰذَا فِرَاقُ بَيْنِى وَبَيْنِكَ ۚ سَأُنَبِّئُكَ بِتَأْوِيلِ مَا لَمْ تَسْتَطِع عَّلَيْهِ صَبْرًا ﴿٧٨﴾
ท่านเคาะฎิรฺได้กล่าวแก่ท่านนบีมูซาว่า การคัดค้านที่เกี่ยวกับการที่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่ได้สร้างกำแพงครั้งนี้ คือ สาเหตุที่จะต้องแยกทางกัน ระหว่างเรา ซึ่งฉันจะอธิบายให้ละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ท่าน (มูซา) ไม่สามารถอดทนต่อสิ่งที่ท่านเห็นในสิ่งที่ฉันทำลงไปได้
أَمَّا ٱلسَّفِينَةُ فَكَانَتْ لِمَسَـٰكِينَ يَعْمَلُونَ فِى ٱلْبَحْرِ فَأَرَدتُّ أَنْ أَعِيبَهَا وَكَانَ وَرَآءَهُم مَّلِكٌۭ يَأْخُذُ كُلَّ سَفِينَةٍ غَصْبًۭا ﴿٧٩﴾
غص با ส่วนเรื่องของเรือที่ฉันทำให้มีตำหนินั้น ซึ่งเป็นเรือของชาวบ้านผู้อ่อนแอใช้ทำงานในท้องทะเล เพราะพวกเขาไม่สามารถปกป้องเรือของพวกเขาจาก พวกเขาเหล่านั้นได้ ซึ่งฉันต้องการที่จะให้เรือนั้นมีตำหนิแบบนั้น เพื่อไม่ให้กษัตริย์ที่อยุ่ข้างหน้าพวกเขายึดมันไป เพราะกษัตริย์นั้นจะยึดเฉพาะเรือที่ ดีๆและปล่อยเรือที่มีตำหนิไป بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร
وَأَمَّا ٱلْغُلَـٰمُ فَكَانَ أَبَوَاهُ مُؤْمِنَيْنِ فَخَشِينَآ أَن يُرْهِقَهُمَا طُغْيَـٰنًۭا وَكُفْرًۭا ﴿٨٠﴾
ส่วนเรื่องของเด็กที่นบีมูซาได้คัดค้านในการฆ่านั้นก็คือ พ่อแม่ของเขานั้นเป็นผู้ศรัทธา และอัลลอฮฺทรงรู้ดีว่าเด็กคนนี้โตไปจะเป็นผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา ต่อพระองค์ ท่านคุเดรกลัวว่า พอเขาโตไป เขาจะเคี่ยวเข็ญให้ทั้งสองตกอยู่ในการละเมิดและปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺจากความรักของเขาทั้งสองหรือ จากความต้องการของพวกเขา
فَأَرَدْنَآ أَن يُبْدِلَهُمَا رَبُّهُمَا خَيْرًۭا مِّنْهُ زَكَوٰةًۭ وَأَقْرَبَ رُحْمًۭا ﴿٨١﴾
ท่านเคาะฎิรฺต้องการให้พระองค์นั้นทดแทนทั้งสองด้วยลูกที่ดีกว่าเดิม ในด้านของศาสนาหรือเป็นลูกที่กตัญญูกว่าและมีความบริสุทธิ์จากบาปและ ใกล้ชิดต่อความเมตตาของบิดามารดาของเขา
وَأَمَّا ٱلْجِدَارُ فَكَانَ لِغُلَـٰمَيْنِ يَتِيمَيْنِ فِى ٱلْمَدِينَةِ وَكَانَ تَحْتَهُۥ كَنزٌۭ لَّهُمَا وَكَانَ أَبُوهُمَا صَـٰلِحًۭا فَأَرَادَ رَبُّكَ أَن يَبْلُغَآ أَشُدَّهُمَا وَيَسْتَخْرِجَا كَنزَهُمَا رَحْمَةًۭ مِّن رَّبِّكَ ۚ وَمَا فَعَلْتُهُۥ عَنْ أَمْرِى ۚ ذَٰلِكَ تَأْوِيلُ مَا لَمْ تَسْطِع عَّلَيْهِ صَبْرًۭا ﴿٨٢﴾
ในส่วนเรื่องการซ่อมแซมกำแพงที่ท่านนบีมูซาได้ปฏิเสธนั้น มันเป็นของเด็กผู้ชายกำพร้าสองคนที่อยู่ในเมืองนั้น เรามาพ่อของเขาตายแล้ว และใต้ กำแพงนั้นมีขุมทรัพย์ของเขาทั้งสอง และพ่อของเด็กทั้งสองก็เป็นคนดี ดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าของท่านทรงประสงค์ที่จะให้เด็กทั้งสองบรรลุสู่ความ เป็นผู้ใหญ่ก่อน แล้วจะให้เด็กทั้งสองเอาขุมทรัพย์ของเขาทั้งสองออกมาเอง ถ้าผนังกำแพงนี้ล้มลงก่อนก็จะไม่เป็นการปกปิดทรัพย์สินของเขา เกรงกลัวว่าจะหายไปก่อนที่เขาจะโต และนี้เป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของท่านต่อเด็กทั้งสอง และฉันมิได้ทำสิ่งนั้นตามความพอใจของฉัน นั่น คือความหมายที่ท่านไม่สามารถมีความอดทนในสิ่งนั้นๆได้
وَيَسْـَٔلُونَكَ عَن ذِى ٱلْقَرْنَيْنِ ۖ قُلْ سَأَتْلُوا۟ عَلَيْكُم مِّنْهُ ذِكْرًا ﴿٨٣﴾
และเขาได้ถามเจ้าว่า โอ้ท่านเราะซูล ชาวมุชรีกีนและยาฮูดถามเกี่ยวกับเรื่องราวของซุลก็อรนัยนฺ จงกล่าวเถิด ฉันจะบอกถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งแก่พวก เจ้าเกี่ยวกับเรื่องของซุลก็อรนัยนฺเพื่อเป็นการได้พินิจพิจารณาและใคร่ครวญมัน
إِنَّا مَكَّنَّا لَهُۥ فِى ٱلْأَرْضِ وَءَاتَيْنَـٰهُ مِن كُلِّ شَىْءٍۢ سَبَبًۭا ﴿٨٤﴾
แท้จริงพระองค์ได้ให้อำนาจแก่เขาในแผ่นดิน และพระองค์ทรงประทานให้แก่เขาทุกอย่างที่เขาต้องการเพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่เขาต้องการ فأ تبع سببا
فَأَتْبَعَ سَبَبًا ﴿٨٥﴾
และเขาได้รับสิ่งที่เราให้ไว้เพื่อนำเขาไปสู่สิ่งที่เขาต้องการและแล้วเขาก็ได้ไปในทางทิศตะวันตก
حَتَّىٰٓ إِذَا بَلَغَ مَغْرِبَ ٱلشَّمْسِ وَجَدَهَا تَغْرُبُ فِى عَيْنٍ حَمِئَةٍۢ وَوَجَدَ عِندَهَا قَوْمًۭا ۗ قُلْنَا يَـٰذَا ٱلْقَرْنَيْنِ إِمَّآ أَن تُعَذِّبَ وَإِمَّآ أَن تَتَّخِذَ فِيهِمْ حُسْنًۭا ﴿٨٦﴾
เขาได้เดินบนหน้าแผ่นดินจนถึงปลายสุดของโลกที่ดวงอาทิตย์ตก เขาพบมันตกลงในน้ำขุ่นดำ และได้พบกับชนกลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธศรัทธา เราได้ กล่าวแก่เขา(ซุลก็อรนัยน์)ว่า เพื่อให้เขาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง "โอ้ ซุลก็อรนัยน์ เจ้าจะลงโทษพวกเขาด้วยการฆ่าพวกเขาหรือจะลงโทษด้วยวิธีอื่นหรือ จะทำดีต่อพวกเขา" بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร قال أما من ظلم فسوف نعذبه ثم يرد إلى ربه فيعذبه عذابا نكرا
قَالَ أَمَّا مَن ظَلَمَ فَسَوْفَ نُعَذِّبُهُۥ ثُمَّ يُرَدُّ إِلَىٰ رَبِّهِۦ فَيُعَذِّبُهُۥ عَذَابًۭا نُّكْرًۭا ﴿٨٧﴾
พวกกลุ่มชนของซุลก็อรนัยนฺ กล่าวว่า สำหรับใครที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺหลังจากที่เราได้ชักชวนเข้าสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺแล้ว เราจะลงโทษพวก เขาด้วยการเข่นฆ่าบนโลกนี้ แล้วในวันกียามะฮฺพวกเขาก็กลับสู่พระองค์ พวกเขาจะถูกทรมานด้วยการลงโทษอย่างสาหัส
وَأَمَّا مَنْ ءَامَنَ وَعَمِلَ صَـٰلِحًۭا فَلَهُۥ جَزَآءً ٱلْحُسْنَىٰ ۖ وَسَنَقُولُ لَهُۥ مِنْ أَمْرِنَا يُسْرًۭا ﴿٨٨﴾
และส่วนผู้ศรัทธาและประกอบความดีนั้น พวกเขาจะได้รับคือสวนสวรรค์เป็นการตอบแทนที่ดีจากพระองค์ เนื่องจากการที่พวกเขานั้นศรัทธาและ กระทำความดีและเราจะบอกเขาว่ามันคือคำสั่งจากพระองค์ด้วยความอ่อนนุ่มและอ่อนโยน ثم أتبع سببا
ثُمَّ أَتْبَعَ سَبَبًا ﴿٨٩﴾
แล้วเขาก็ได้มุ่งสู่ในทางที่ไม่ไช่ทางแรกซึ่งเป็นทางที่มุ่งสู่ทิศตะวันออกของดวงอาทิตย์
حَتَّىٰٓ إِذَا بَلَغَ مَطْلِعَ ٱلشَّمْسِ وَجَدَهَا تَطْلُعُ عَلَىٰ قَوْمٍۢ لَّمْ نَجْعَل لَّهُم مِّن دُونِهَا سِتْرًۭا ﴿٩٠﴾
และเขาได้เดินทางต่อจนถึงฝั่งที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก เขาพบว่าดวงอาทิตย์ได้ส่องแสงมายังกลุ่มชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้สร้างสิ่งหนึ่ง สิ่งใดให้แก่พวกเขาเพื่อป้องกันพวกเขาจากแสงของดวงอาทิตย์จะเป็นบ้านหรือต้นไม้ كذلك وقد أحطنا بما لديه خبرا
كَذَٰلِكَ وَقَدْ أَحَطْنَا بِمَا لَدَيْهِ خُبْرًۭا ﴿٩١﴾
เช่นนั้นแหละกลุ่มชนของซุลก็อรนัยนฺได้สั่งพวกเขาให้รู้ว่าเราหยั่งรู้ข่าวคราวที่เกี่ยวกับเขาอย่างละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขามี ไม่ว่าในด้านพละกำลัง ที่แข็งแรงและอำนาจ ثم أتبع سببا
ثُمَّ أَتْبَعَ سَبَبًا ﴿٩٢﴾
แล้วเขาก็ได้มุ่งสู่อีกเส้นทางหนึ่งซึ่งไม่ไช่สองเส้นทางแรกเป็นเส้นทางที่ตรงกันข้ามกับทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
حَتَّىٰٓ إِذَا بَلَغَ بَيْنَ ٱلسَّدَّيْنِ وَجَدَ مِن دُونِهِمَا قَوْمًۭا لَّا يَكَادُونَ يَفْقَهُونَ قَوْلًۭا ﴿٩٣﴾
จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงบริเวณระหว่างภูผาทั้งสอง เขาได้พบชนกลุ่มหนึ่งที่เชิงภูผาทั้งสองนั้น ซึ่งพวกเขาเกือบจะไม่เข้าใจในคำพูดใดเลย
قَالُوا۟ يَـٰذَا ٱلْقَرْنَيْنِ إِنَّ يَأْجُوجَ وَمَأْجُوجَ مُفْسِدُونَ فِى ٱلْأَرْضِ فَهَلْ نَجْعَلُ لَكَ خَرْجًا عَلَىٰٓ أَن تَجْعَلَ بَيْنَنَا وَبَيْنَهُمْ سَدًّۭا ﴿٩٤﴾
س ا พวกเขากล่าวว่า โอ้ซุลก็อรนัยนฺ แท้จริงยะอฺญูจและมะอฺญูจนั้น (เป็นสองประชาชาติที่ยิ่งใหญ่จากลูกหลานชนอาดัม) ที่เป็นผู้บ่อนทำลายในแผ่นดินนี้ พวกเขาได้กระทำด้วยการฆ่าและอื่นๆดังนั้น เราขอมอบบรรณาการแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้สร้างกำแพงกั้นระหว่างพวกเรากับพวกเขา قال ما مك نى فيه ربى خير فأعينونى بقوةأجعل بينكم وبينهم ردما
قَالَ مَا مَكَّنِّى فِيهِ رَبِّى خَيْرٌۭ فَأَعِينُونِى بِقُوَّةٍ أَجْعَلْ بَيْنَكُمْ وَبَيْنَهُمْ رَدْمًا ﴿٩٥﴾
ซุลก็อรนัยนฺได้กล่าวว่า สิ่งที่พระองค์ได้ให้แก่ฉันนั้นไม่ว่าจะเป็นการปกครองและอำนาจเป็นสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่เจ้าจะให้แก่ฉันในเรื่องของทรัพย์สิน ดังนั้น พวกท่านจงช่วยฉันจากกำลังคนและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ฉันจะสร้างกำแพงอย่างแน่นหนากั้นระหว่างพวกท่านกับพวกเขา بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร
ءَاتُونِى زُبَرَ ٱلْحَدِيدِ ۖ حَتَّىٰٓ إِذَا سَاوَىٰ بَيْنَ ٱلصَّدَفَيْنِ قَالَ ٱنفُخُوا۟ ۖ حَتَّىٰٓ إِذَا جَعَلَهُۥ نَارًۭا قَالَ ءَاتُونِىٓ أُفْرِغْ عَلَيْهِ قِطْرًۭا ﴿٩٦﴾
قطرا พวกท่านจงเอาเหล็กท่อนโตๆมาให้ฉัน พวกเขาทั้งหลายก็ได้เอาเหล็กนั้นมา เขาจะสร้างมันขึ้นมาระหว่างภูเขาจนกระทั่งเมื่อเขาทำให้บริเวณภูผาทั้ง สองราบเรียบ เขาก็กล่าวแก่คนงานของเขาว่า สั่งให้จุดไฟเหล็กท่อนนั้น จนกระทั่งเหล็กท่อนนั้นแดง เขากล่าวว่า ปล่อยให้ฉันเททองแดงหลอมลงไป บนมัน
فَمَا ٱسْطَـٰعُوٓا۟ أَن يَظْهَرُوهُ وَمَا ٱسْتَطَـٰعُوا۟ لَهُۥ نَقْبًۭا ﴿٩٧﴾
พวกเขา (ยะอฺญูจและมะอฺญูจ)ق ไม่สามารถยกตัวให้สูงขึ้นได้และไม่สามารถขุดโพรงเข้ามาจากด้านล่างของความแข็งของมันได้
قَالَ هَـٰذَا رَحْمَةٌۭ مِّن رَّبِّى ۖ فَإِذَا جَآءَ وَعْدُ رَبِّى جَعَلَهُۥ دَكَّآءَ ۖ وَكَانَ وَعْدُ رَبِّى حَقًّۭا ﴿٩٨﴾
ซุลก็อรนัยนฺกล่าวว่า เขื่อนกำแพงนี้เป็นความเมตตาของพระเจ้าของฉัน ที่ปิดล้อมระหว่างญะญูจกับมะญูจและระหว่างการสร้างความเสียหายบนโลก และปกป้องจากพวกเขา ดังนั้นเมื่อเวลาที่อัลลอฮฺกำหนดนั้นได้มาถึงในการที่พวกเขาก็จะออกมาก่อนวันสิ้นโลก พระองค์จะทรงทำให้โลกมันพังทลาย และอัลลอฮฺทรงสัญญาว่าจะทรงทำให้แผ่นดินนั้นราบเรียบด้วยการออกของญะญูจและมะญูจ และสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันนั้นเป็นจริงเสมอ
۞ وَتَرَكْنَا بَعْضَهُمْ يَوْمَئِذٍۢ يَمُوجُ فِى بَعْضٍۢ ۖ وَنُفِخَ فِى ٱلصُّورِ فَجَمَعْنَـٰهُمْ جَمْعًۭا ﴿٩٩﴾
และในวันนั้นเราได้ปล่อยให้บางส่วนของพวกเขาในช่วงท้ายของใกล้เวลาสิ้นโลก จะปะทะและปะปนกับอีกบางส่วนกันไปและสังข์จะถูกเป่าขึ้น แล้วเรา จะรวมพวกเขาทั้งหมด เพื่อสอบสวนและตอบแทน وعرضنا جهن م يومئ ذ للكفرين عرضا
وَعَرَضْنَا جَهَنَّمَ يَوْمَئِذٍۢ لِّلْكَـٰفِرِينَ عَرْضًا ﴿١٠٠﴾
และในวันนั้นเราได้นำนรกจญะหันนัมมาแสดงแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเพื่อให้ปรากฏชัดแจ้งแก่เขาและในวันนั้นพวกเขาจะได้เห็นด้วยสายตาเองโดย ไม่มีสิ่งใดปิดบังให้เบลอเลยแม้แต่น้อย
ٱلَّذِينَ كَانَتْ أَعْيُنُهُمْ فِى غِطَآءٍ عَن ذِكْرِى وَكَانُوا۟ لَا يَسْتَطِيعُونَ سَمْعًا ﴿١٠١﴾
เราได้ชี้แนะแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่อยู่ในโลกที่ตาบอดต่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺ เพราะในสายตาของพวกเขาจะมีแผ่นกั้นต่อการรำลึกนั้นและพวก เขาไม่สามารถได้ยินโองการของอัลลอฮฺด้วยการได้ยินที่ยอมรับได้
أَفَحَسِبَ ٱلَّذِينَ كَفَرُوٓا۟ أَن يَتَّخِذُوا۟ عِبَادِى مِن دُونِىٓ أَوْلِيَآءَ ۚ إِنَّآ أَعْتَدْنَا جَهَنَّمَ لِلْكَـٰفِرِينَ نُزُلًۭا ﴿١٠٢﴾
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ พวกเขาคิดหรือว่า พวกเขาจะทำให้ปวงบ่าวของข้าจากมลาอิกะฮฺและบรรดาเราะซูลและชัยฏอนนั้นเพื่อเคารพภักดี นอกจากพระองค์ แท้จริงเราได้เตรียมนรกญะฮันนัมไว้เป็นที่พำนักสำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว
قُلْ هَلْ نُنَبِّئُكُم بِٱلْأَخْسَرِينَ أَعْمَـٰلًا ﴿١٠٣﴾
จงกล่าวเถิด โอ้บรรดาเราะซูลทั้งหลาย เราแจ้งให้พวกคุณทราบไหม โอ้มนุษย์ชาติทั้งหลายเกี่ยวกับมนุษย์ส่วนมากจะขาดทุนไปกับการกระทำของเขา เอง بلغ อัลกุรอาน · ตัฟซีร
ٱلَّذِينَ ضَلَّ سَعْيُهُمْ فِى ٱلْحَيَوٰةِ ٱلدُّنْيَا وَهُمْ يَحْسَبُونَ أَنَّهُمْ يُحْسِنُونَ صُنْعًا ﴿١٠٤﴾
ผู้ที่มองเห็นในวันกียามะฮฺว่าสิ่งที่พวกเขาได้แสวงหาบนโลกนี้ได้หายไป ซึ่งพวกเขาคิดว่าอันที่จริงพวกเขาจะถูกคิดบัญชีเกียวกับการกระทำที่เขาได้ แสวงหามาและจะช่วยพวกเขาด้วยการกระทำของพวกเขาแต่ที่จริงแล้ว มันกลับกันอย่างสิ้นเชิง
أُو۟لَـٰٓئِكَ ٱلَّذِينَ كَفَرُوا۟ بِـَٔايَـٰتِ رَبِّهِمْ وَلِقَآئِهِۦ فَحَبِطَتْ أَعْمَـٰلُهُمْ فَلَا نُقِيمُ لَهُمْ يَوْمَ ٱلْقِيَـٰمَةِ وَزْنًۭا ﴿١٠٥﴾
เขาเหล่านั้นคือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อโองการทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาที่บ่งบอกถึงการให้เอกภาพต่อพระองค์และเขาได้ปฏิเสธใน วันที่จะพบเจอกับพระองค์ ด้วยเหตุนี้แหละพวกเขาได้สูญเสียการงานของเขาด้วยการปฏิเสธศรัทธา แล้วสำหรับพวกเขาจะไม่เชื่อในการกำหนดของ พระเจ้าว่ามีวันกียามะฮฺ
ذَٰلِكَ جَزَآؤُهُمْ جَهَنَّمُ بِمَا كَفَرُوا۟ وَٱتَّخَذُوٓا۟ ءَايَـٰتِى وَرُسُلِى هُزُوًا ﴿١٠٦﴾
และนี่คือการตอบแทนของพวกเขาคือนรกจญะหันนัม เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธศรัทธา และพวกเขายึดเอาโองการทั้งหลายของข้า และบรรดาเราะซูล ของข้า เป็นที่เยาะเย้ย
إِنَّ ٱلَّذِينَ ءَامَنُوا۟ وَعَمِلُوا۟ ٱلصَّـٰلِحَـٰتِ كَانَتْ لَهُمْ جَنَّـٰتُ ٱلْفِرْدَوْسِ نُزُلًا ﴿١٠٧﴾
แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดี สำหรับพวกเขานั้นจะได้รับคือสวนสวรรค์ชั้นสูงสุดเป็นที่พำนักเพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขา خلدين فيها لا يبغون عنها حولا
خَـٰلِدِينَ فِيهَا لَا يَبْغُونَ عَنْهَا حِوَلًۭا ﴿١٠٨﴾
พวกเขาพำนักอยู่ในนั้นอย่างถาวร โดยที่พวกเขาไม่ขอที่จะเปลี่ยนแปลงเลยเพราะในนั้นไม่ได้ให้โทษอะไรแแก่พวกเขาเลย
قُل لَّوْ كَانَ ٱلْبَحْرُ مِدَادًۭا لِّكَلِمَـٰتِ رَبِّى لَنَفِدَ ٱلْبَحْرُ قَبْلَ أَن تَنفَدَ كَلِمَـٰتُ رَبِّى وَلَوْ جِئْنَا بِمِثْلِهِۦ مَدَدًۭا ﴿١٠٩﴾
จงกล่าวเถิด (โอ้มุฮัมมัด) แท้จริงสำหรับพจนารถของพระผู้เป็นเจ้าของฉันมากมายถ้าทะเลเป็นทะเลหมึกซึ่งจะใช้หมึกนั้นเขียน แน่นอนน้ำทะเลย่อม หมดไปก่อน ก่อนที่คำพูดของอัลลอฮจะจบลงก่อน ถ้าเรานำทะเลอื่นๆมาก็จะกลายเป็นเช่นนั้นเช่นกัน
قُلْ إِنَّمَآ أَنَا۠ بَشَرٌۭ مِّثْلُكُمْ يُوحَىٰٓ إِلَىَّ أَنَّمَآ إِلَـٰهُكُمْ إِلَـٰهٌۭ وَٰحِدٌۭ ۖ فَمَن كَانَ يَرْجُوا۟ لِقَآءَ رَبِّهِۦ فَلْيَعْمَلْ عَمَلًۭا صَـٰلِحًۭا وَلَا يُشْرِكْ بِعِبَادَةِ رَبِّهِۦٓ أَحَدًۢا ﴿١١٠﴾
จงกล่าวเถิด (โอ้มุฮัมมัด) แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน มีวะฮียฺแก่ฉันว่า แท้จริง พระเจ้าของพวกท่านนั้นที่แท้จริงคือพระเจ้า องค์เดียวนั้นคืออัลลอฮ โดยไม่มีผู้ใดเป็นภาคีกับพระองค์ ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใด เป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย ที่มา: อัลมุคตะศ็อร ฟี ตัฟซีร อัลกุรอาน อัลกะรีม